ท่ามกลางยุคสมัยที่ห้วงอวกาศถูกมองว่าเป็นดินแดนของบุรุษ มีกลุ่มสตรีผู้กล้าหาญ 13 คนที่ยอมเอาชนะขีดจำกัดของร่างกายและจิตใจผ่านบททดสอบสุดโหดระดับเดียวกับผู้ชาย เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าผู้หญิงก็สามารถโบยบินไปในอวกาศได้เช่นกัน
กลุ่มสตรีที่รู้จักกันในนาม เมอร์คิวรี 13 (Mercury 13) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ โครงการผู้เข้ารับการฝึกอบรมนักบินอวกาศหญิงกลุ่มแรก (First Lady Astronaut Trainees: FLAT) ซึ่งต้องย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2503 เมื่อ ดร.วิลเลียม แรนดอล์ฟ เลิฟเลซ ผู้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาบททดสอบสมรรถภาพสำหรับนักบินอวกาศชายในโครงการเมอร์คิวรี (Project Mercury) เกิดความสงสัยว่าผู้หญิงจะสามารถผ่านบททดสอบแบบเดียวกันได้หรือไม่ เขาจึงได้เชิญ เจอรัลดิน “เจอร์รี” ค็อบบ์ (Geraldyn “Jerrie” Cobb) ยอดนักบินหญิงผู้มากความสามารถมาเข้ารับการทดสอบที่ท้าทายนี้ ซึ่งผลปรากฏว่าเธอสามารถผ่านการทดสอบอันเข้มงวดทั้ง 3 ขั้นตอนได้เป็นคนแรกของอเมริกา โดยมีการประกาศความสำเร็จนี้ในงานประชุมวิทยาศาสตร์ ณ กรุงสโตฮอล์ม ประเทศสวีเดน
ความสำเร็จของค็อบบ์นำไปสู่การระดมทุนจาก แจ็กเกอลีน คอชแรน (Jacqueline Cochran) นักบินหญิงชื่อดังระดับโลก เพื่อสนับสนุนให้สตรีคนอื่นๆ เข้ารับการทดสอบเพิ่มเติม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักบินที่มีฝีมือฉกาจจากสมาคมนักบินหญิงไนน์ตีไนน์ส (The Ninety-Nines) เนื่องจากในยุคนั้นแพทย์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าร่างกายของมนุษย์จะต้องเผชิญกับความเครียดรูปแบบใดบ้างเมื่ออยู่นอกโลก บททดสอบจึงมีความโหดร้ายและแปลกประหลาดอย่างยิ่ง ตั้งแต่การตรวจร่างกายทั่วไปและการเอกซเรย์ ไปจนถึงการบังคับให้กลืนท่อสายยางเพื่อตรวจวัดกรดในกระเพาะอาหาร การใช้กระแสไฟฟ้าช็อกเพื่อทดสอบปฏิกิริยารีเฟลกซ์ของเส้นประสาทบริเวณปลายแขน ตลอดจนการฉีดน้ำเย็นจัดเข้าไปในหูเพื่อทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะอย่างรุนแรงเพื่อดูว่าร่างกายจะฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหน และการปั่นจักรยานคงที่ที่ถ่วงน้ำหนักเป็นพิเศษเพื่อทดสอบระบบทางเดินหายใจจนถึงขั้นหมดแรง
ในท้ายที่สุดมีสตรีเพียง 13 คนที่ผ่านการคัดเลือกสู่การฝึกฝนขั้นต่อไป แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่โครงการนวัตกรรมนี้ถูกสั่งระงับไปอย่างกะทันหัน เนื่องจากกฎเกณฑ์ของ NASA ในขณะนั้นกำหนดให้นักบินอวกาศทุกคนต้องผ่านการเป็นนักบินทดสอบเครื่องบินเจ็ตของกองทัพ ซึ่งเป็นอาชีพที่ผู้หญิงยังไม่ได้รับอนุญาตให้ทำในยุคสงครามเย็น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ระบุว่าความมุ่งมั่นของพวกเธอไม่ได้สูญเปล่า เพราะพวกเธอได้กลายเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจสำคัญที่ปูทางให้แก่นักบินอวกาศหญิงรุ่นหลัง เช่น แซลลี ไรด์ (Sally Ride) สตรีอเมริกันคนแรกที่ได้ขึ้นสู่อวกาศในภารกิจยานขนส่งอวกาศชาเลนเจอร์ (Space Shuttle Challenger) ในปี พ.ศ. 2526 และ ไอลีน คอลลินส์ (Eileen Collins) ผู้บัญชาการหญิงคนแรกของยานขนส่งอวกาศ รวมถึง วอลลี ฟังก์ (Wally Funk) หนึ่งในสมาชิกกลุ่มเมอร์คิวรี 13 ที่ในที่สุดก็ได้รับโอกาสเติมเต็มความฝันในการเดินทางสู่อวกาศในวัย 82 ปี กับเที่ยวบินของบริษัทบลูออริจิน (Blue Origin) เมื่อปี พ.ศ. 2564
การเสียสละและความแน่วแน่ของกลุ่มเมอร์คิวรี 13 จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวที่ถูกจารึกไว้ในอดีต แต่ได้ส่งต่อพลังให้แก่ผู้หญิงทั่วโลกในปัจจุบัน ในการก้าวข้ามทุกอุปสรรคและข้อจำกัดเพื่อเอื้อมมือสู่อนาคตที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางกลับสู่ดวงจันทร์ในโครงการอาร์ทิมิส (Artemis Program) การมุ่งสำรวจดาวอังคาร หรือการไขความลับลึกเข้าไปในเอกภพอันกว้างใหญ่ไพศาลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ข้อมูลอ้างอิง: NASA
- Women Who Reach for the Stars
