เมื่อช่วงต้นปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา องค์การนาซา (NASA) ได้ปล่อยภาพชุดใหม่จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (James Webb Space Telescope หรือ JWST) แบบจัดเต็มถึง 19 ภาพ เป็นคอลเล็กชันของกาแล็กซีกังหัน (Spiral Galaxies) แบบหันหน้าเข้าหาโลก (Face-on)
ความตื่นเต้นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในหมู่คนทั่วไป แม้แต่นักวิจัยที่ศึกษากาแล็กซีเหล่านี้มานานหลายสิบปีก็ยังต้องทึ่ง เพราะภาพชุดนี้ไม่ใช่แค่ภาพถ่ายที่สวยงาม แต่มันคือ “ขุมทรัพย์ทางข้อมูล” ที่ไขความลับวงจรการเกิดของดวงดาวในระดับที่เล็กที่สุดเท่าที่เคยมองเห็น
สิ่งที่ทำให้ภาพชุดนี้พิเศษกว่าการสังเกตการณ์ครั้งไหนๆ คือความสามารถขั้นสุดยอดของกล้องเจมส์ เวบบ์ ที่มองเห็นแสงในย่านอินฟราเรด ซึ่งสามารถทะลวงผ่านฝุ่นควันหนาทึบในอวกาศได้
- ดาวฤกษ์วัยเก๋าใจกลางกาแล็กซี
อุปกรณ์ NIRCam (กล้องถ่ายภาพย่านอินฟราเรดใกล้) ได้เผยให้เห็นดาวฤกษ์นับล้านดวง โดยดวงดาวที่มีอายุมากจะเปล่งประกายแสงสีน้ำเงิน และเกาะกลุ่มกันอยู่อย่างหนาแน่นบริเวณแกนกลางของกาแล็กซี - โครงข่ายฝุ่นก๊าซและดาวฤกษ์แรกเกิด
อุปกรณ์ MIRI (เครื่องมือสังเกตการณ์ย่านอินฟราเรดกลาง) เน้นย้ำให้เห็นโครงสร้างฝุ่นที่สว่างไสวแทรกตัวอยู่ระหว่างดวงดาว ซึ่งปรากฏเป็นเฉดสีแดงและส้ม ยิ่งไปกว่านั้น จุดสีแดงสว่างจ้าที่เราเห็น คือดาวฤกษ์ที่เพิ่งเกิดและยังเติบโตไม่สมบูรณ์ โดยยังคงถูกห่อหุ้มด้วยรังไหมก๊าซและฝุ่นในอวกาศ
นอกจากความงดงามของแสงสี เจมส์ เวบบ์ ยังทำให้เราเห็นรายละเอียดของ “สถาปัตยกรรมแห่งอวกาศ” นั่นคือ โครงสร้างทรงกลมขนาดยักษ์ที่เป็นโพรงอยู่เบื้องหลังฝุ่นก๊าซ นักวิทยาศาสตร์คาดว่าโพรงขนาดมหึมาเหล่านี้เกิดจากการระเบิดของดาวฤกษ์ที่สิ้นอายุขัย ซึ่งได้กวาดต้อนและปัดเป่ามวลสารในพื้นที่ระหว่างดาว (Interstellar medium) ออกไปจนกลายเป็นช่องว่าง
อีกหนึ่งความน่าสนใจคือ ในหลายๆ กาแล็กซี เราจะเห็นแกนกลางที่สาดแสงเจิดจ้าเป็นแฉกสีชมพูและแดง ซึ่งนี่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนบ่งชี้ว่า ใจกลางกาแล็กซีเหล่านั้นอาจเป็นที่อยู่ของหลุมดำมวลยิ่งยวด (Supermassive black hole) หรืออาจเป็นกระจุกดาวขนาดมหึมาที่กำลังมีปฏิกิริยารุนแรง
ภาพถ่าย 19 กาแล็กซีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนข้อมูลลอตใหญ่ให้กับโครงการ PHANGS (Physics at High Angular resolution in Nearby GalaxieS) ซึ่งเป็นการนำข้อมูลชุดใหม่จากกล้องเจมส์ เวบบ์ ไปผสานเข้ากับฐานข้อมูลเดิมจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) รวมถึงกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินชั้นนำของโลกอย่าง VLT และ ALMA
การผนึกกำลังระดับโลกครั้งนี้ทำให้นักดาราศาสตร์สามารถนำภาพของกาแล็กซีมาวิเคราะห์เทียบเคียงกันได้ครบทุกมิติความยาวคลื่น ตั้งแต่แสงอัลตราไวโอเลต แสงที่ตามองเห็น อินฟราเรด ไปจนถึงคลื่นวิทยุ ถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ที่จะช่วยให้มนุษยชาติเข้าใจว่า ท้ายที่สุดแล้วดวงดาวและกาแล็กซีอันกว้างใหญ่ในเอกภพของเรานั้น มีวิวัฒนาการมาได้อย่างไร
ข้อมูลอ้างอิง: NASA
- Webb’s Stunning Collection of 19 Face-On Spiral Galaxies
