เอกภพ (Universe) ของเรามีอายุเก่าแก่ถึง 1.4 หมื่นล้านปีและกว้างใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการได้ แต่คำถามที่ค้างคาใจนักวิทยาศาสตร์มาหลายทศวรรษคือ ถ้าอวกาศกว้างใหญ่ขนาดนี้… แล้วเพื่อนบ้านของเราไปอยู่ที่ไหนกันหมด?
โครงการเซติ (SETI – Search for Extraterrestrial Intelligence) หรือการค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาว โดยเริ่มต้นจากข้อเท็จจริงที่ว่า เอกภพของเราถือกำเนิดขึ้นจากการระเบิดครั้งใหญ่หรือบิกแบง (Big Bang) ปัจจุบันนักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่ามีกาแล็กซี (Galaxy) ในอวกาศที่สังเกตได้มากถึง 2 ล้านล้านแห่ง และเฉพาะในกาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way) ของเราเพียงแห่งเดียว ก็มีดาวฤกษ์อยู่ถึง 1 แสนล้าน ถึง 4 แสนล้านดวง พร้อมด้วยดาวเคราะห์อีกนับแสนล้านดวง ซึ่งตามหลักความน่าจะเป็นแล้ว น่าจะมีดาวเคราะห์ที่เอื้อต่อการก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตอยู่มากมายมหาศาล
จุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามเชิงลึกนี้ เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2493 เมื่อ เอนริโก เฟอร์มี (Enrico Fermi) นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ได้เดินสนทนากับเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ระหว่างทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่ลอสอะลามอส พวกเขาคุยกันเรื่องจานบินยูเอฟโอ ก่อนที่เฟอร์มีจะโพล่งคำถามโลกแตกว่า “แล้วพวกเขากำลังอยู่ที่ไหนกันล่ะ?” คำถามสั้นๆ แต่มุ่งตรงประเด็นนี้ได้กลายมาเป็นที่รู้จักในชื่อ ปริทรรศน์ของเฟอร์มี (Fermi Paradox) ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งอย่างรุนแรง ระหว่างความเป็นไปได้ทางสถิติที่สูงลิ่วว่าต้องมีอารยธรรมต่างดาว กับการที่เรายังไม่เคยค้นพบหลักฐานใดๆ ที่ยืนยันการมีอยู่ของพวกเขาเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
อันที่จริง ความพยายามในการไขปริศนาหรือส่งสัญญาณหาเพื่อนร่วมชายคาจักรวาล มีมาตั้งแต่ก่อนยุคเทคโนโลยีอวกาศสมัยใหม่เสียอีก ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2363 คาร์ล ฟรีดริช เกาส์ (Carl Friedrich Gauss) นักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน เคยเสนอแนวคิดให้วาดรูปทรงเรขาคณิตขนาดยักษ์บนพื้นโลก เพื่อให้ชาวดาวอังคารหรือผู้ที่อาศัยอยู่บนดวงจันทร์สามารถสังเกตเห็นได้ หรือแม้แต่ความพยายามของเพอร์ซิวัล โลเวลล์ (Percival Lowell) ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ที่ใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องดูดาวอังคารเพื่อค้นหาร่องรอยของคลองส่งน้ำ ซึ่งในยุคนั้นเขาเชื่ออย่างสุดใจว่าเป็นผลงานทางวิศวกรรมของอารยธรรมขั้นสูง
ในปี พ.ศ. 2502 จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ จูเซปเป คอกโคนี (Giuseppe Cocconi) และฟิลิป มอร์ริสัน (Philip Morrison) สองนักฟิลิปปินส์ได้ตีพิมพ์บทความลงในวารสารเนเจอร์ (Nature) โดยนำเสนอแนวคิดที่ล้ำสมัยในยุคนั้นว่า หากมีอารยธรรมจากต่างดาวที่ก้าวหน้าพยายามจะติดต่อกับเรา พวกเขาอาจจะใช้คลื่นวิทยุ (Radio Waves) ในการส่งสัญญาณ เนื่องจากเป็นคลื่นที่สามารถเดินทางผ่านฝุ่นและก๊าซในกาแล็กซีได้ดีที่สุด โดยเฉพาะความถี่ของไฮโดรเจนที่ 1,420 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเปรียบเสมือน “ภาษาสากล” ของจักรวาล
ในเวลาไล่เลี่ยกันเมื่อปี พ.ศ. 2503 นักดาราศาสตร์ผู้บุกเบิกอย่าง แฟรงก์ เดรก (Frank Drake) ได้เริ่มต้นโครงการออซมา (Project Ozma) ซึ่งถือเป็นการค้นหาทางวิทยุอย่างเป็นระบบครั้งแรกของโลก เขาใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุ (Radio Telescope) ขนาด 26 เมตร ที่กรีนแบงก์ รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย เพื่อเฝ้าฟังสัญญาณจากดาวฤกษ์เพื่อนบ้านอย่าง เทาเซติ (Tau Ceti) และเอปไซลอนอรีดานี (Epsilon Eridani) แม้ว่าผลลัพธ์ในครั้งนั้นจะพบเพียงความว่างเปล่า แต่มันได้จุดประกายให้เกิดยุคสมัยแห่งการค้นหาที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา
การตามหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาว (Search for Extraterrestrial Intelligence หรือ SETI) ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความเพ้อฝัน แต่มันคือความพยายามทำความเข้าใจตำแหน่งแห่งที่ของมนุษย์ในเอกภพอันไร้ขอบเขต แม้ในวันนี้เราจะยังคงได้ยินเพียงเสียงซ่าของคลื่นรบกวนในอวกาศ แต่การพัฒนาเทคโนโลยีและกล้องโทรทรรศน์รุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบัน กำลังทำให้เราเข้าใกล้คำตอบที่ว่า “เราอยู่ลำพังจริงหรือไม่” มากขึ้นทุกที เตรียมติดตามการเดินทางในบทต่อไปว่ามนุษย์ได้พยายามขยายขอบเขตการฟังนี้ไปถึงไหนในยุคใหม่ของดาราศาสตร์
ข้อมูลอ้างอิง: Universe Today
- A Brief-ish History of SETI. Part I: “Where is Everybody?”
