ข่าวอวกาศ

วิกฤตความล่าช้าของโครงการอาร์เทมิส สหรัฐฯ กำลังจะพ่ายแพ้ในสงครามชิงดวงจันทร์ครั้งใหม่หรือไม่?

โครงการอาร์เทมิส (Artemis) คือความหวังสูงสุดขององค์การนาซา (NASA) ในการนำมนุษยชาติกลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง พร้อมเป้าหมายในการสร้างฐานที่มั่นเพื่อเตรียมพร้อมสู่ดาวอังคาร อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเตรียมพร้อมของภารกิจอาร์เทมิส 2 (Artemis II) ที่มีกำหนดการส่งนักบินอวกาศไปโคจรรอบดวงจันทร์ในช่วงปี พ.ศ. 2569 กลับเริ่มมีเสียงเตือนดังขึ้นเรื่อย ๆ จากเหล่าผู้เชี่ยวชาญและอดีตผู้บริหารระดับสูงว่า สหรัฐฯ อาจพ่ายแพ้ให้กับจีนในศึกชิงความเป็นหนึ่งเหนืออวกาศครั้งนี้ หากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างการทำงานขนานใหญ่

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดไม่ได้อยู่ที่ความสามารถทางเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ความซับซ้อนเกินจำเป็นของระบบการทำงาน โดยอดีตผู้บริหารนาซาอย่าง ไมเคิล กริฟฟิน (Michael Griffin) ได้ให้การต่อสภาคองเกรสว่า โครงสร้าฃงการทำงานของโครงการในปัจจุบันมีความยุ่งยากซับซ้อนจนน่าเป็นห่วง และแม้แต่คำว่า “มาตรฐานระดับปานกลาง” ก็ยังดูจะเป็นการชมเชยเกินไปสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ขณะที่จีนได้ประกาศเป้าหมายชัดเจนที่จะส่งมนุษย์ลงจอดบนดวงจันทร์ภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าจีนมีความได้เปรียบในแง่ของความต่อเนื่องของนโยบายและการรักษาเป้าหมายในระยะยาวที่มั่นคงกว่า

อุปสรรคสำคัญที่โครงการอาร์เทมิสต้องเผชิญคือผลสืบเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต นับตั้งแต่โศกนาฏกรรมกระสวยอวกาศโคลัมเบียเมื่อปี พ.ศ. 2546 โครงการสำรวจดวงจันทร์ถูกปรับเปลี่ยนชื่อและเป้าหมายไปตามการผลัดเปลี่ยนของรัฐบาลแต่ละสมัย ตั้งแต่โครงการคอนสเตลเลชัน (Constellation) ในสมัยประธานาธิบดีบุช มาจนถึงการยกเลิกและปรับเปลี่ยนเป็นอาร์เทมิสในยุคต่อมา ส่งผลให้ฮาร์ดแวร์บางส่วน เช่น ยานโอไรออน (Orion) และระบบขนส่งอวกาศ (Space Launch System – SLS) กลายเป็นเทคโนโลยีที่ถูกปรับเปลี่ยนจนอาจไม่ตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปสู่การพึ่งพาภาคเอกชนภายใต้ระบบการแข่งขัน เช่น การจ้างบริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) และบลูออริจิน (Blue Origin) ในการสร้างระบบลงจอดมนุษย์ (Human Landing System – HLS) แม้จะช่วยกระตุ้นนวัตกรรมและลดค่าใช้จ่าย แต่ก็สร้างความเสี่ยงใหม่ ๆ โดยเฉพาะปัญหาด้านเทคนิคเรื่องเชื้อเพลิงเย็นจัด (Cryogenic fuels) ซึ่งการเติมเชื้อเพลิงประเภทนี้ในอวกาศเป็นเรื่องที่ยังไม่เคยมีใครทำสำเร็จมาก่อนในระดับอุตสาหกรรม และอาจต้องใช้การปล่อยจรวดจำนวนมหาศาลเพื่อเติมเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อการเดินทางไปยังพื้นผิวดวงจันทร์

ความพ่ายแพ้ในอวกาศอาจไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ใครไปถึงก่อน แต่หมายถึงการสูญเสียโอกาสในการกำหนด “มาตรฐานสากล” สำหรับกิจกรรมบนดวงจันทร์ในอนาคต หากจีนสามารถสร้างรากฐานได้ก่อน สหรัฐฯ อาจต้องกลายเป็นผู้ตามในเชิงกฎระเบียบและการสำรวจ ดังนั้น ทางออกที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอคือการกลับมาทบทวนเพื่อสร้างระบบการลงจอดที่เรียบง่ายและเชื่อถือได้มากกว่าเดิม เพื่อรับประกันว่าสหรัฐฯ จะยังคงรักษาความเป็นผู้นำในพรมแดนอวกาศเอาไว้ได้


👨‍🚀 ข้อมูลอ้างอิง: IEEE Spectrum

  • NASA Still Has a Lot of Work to Do to Return to the Moon