นักดาราศาสตร์ค้นพบหลักฐานสำคัญที่ชี้ว่า “บีเทลจุส” (Betelgeuse) ดาวฤกษ์ยักษ์แดงที่สว่างไสวในกลุ่มดาวนายพรานอาจไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวอย่างที่เคยเข้าใจ หลังจากข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลเผยให้เห็นร่องรอยการมีอยู่ของดาวคู่ปริศนาที่โคจรอยู่รอบ ๆ โดยการค้นพบครั้งนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจวงจรชีวิตและการเตรียมตัวระเบิดเป็นซูเปอร์โนวาของดาวฤกษ์มวลมากได้ดียิ่งขึ้น
การค้นพบในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการมองเห็นตัวดาวคู่โดยตรง เนื่องจากความสว่างมหาศาลของดาวบีเทลจุสได้บดบังเพื่อนบ้านขนาดเล็กของมันไว้ แต่นักดาราศาสตร์ใช้วิธีสังเกต “รอยแยก” และการหมุนวนของกระแสสสารที่ถูกพ่นออกมาจากดาวบีเทลจุสแทน ปรากฏการณ์นี้เปรียบได้กับการสังเกตระลอกคลื่นบนผิวน้ำเพื่อระบุตำแหน่งของสิ่งที่เคลื่อนที่อยู่ใต้น้ำ โดยแรงโน้มถ่วงของดาวคู่ที่ซ่อนอยู่ได้ดึงดูดและปัดแกว่งกลุ่มก๊าซกับฝุ่นจนเกิดเป็นลวดลายเฉพาะตัว ซึ่งเผยให้เห็นการมีอยู่ของมันอย่างชัดเจนในพิกัดที่คำนวณไว้
ความสำคัญของการค้นพบนี้ช่วยไขปริศนาพฤติกรรมที่ผิดปกติของดาวบีเทลจุสในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการหรี่แสงลงอย่างกะทันหันหรือการพ่นมวลมหาศาลออกมาสู่พยากาซ การมีดาวคู่โคจรอยู่ใกล้ ๆ ส่งผลโดยตรงต่อการถ่ายเทมวลสารและแรงไทดัล ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดว่าดาวฤกษ์มวลมากจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก่อนที่จะสิ้นอายุขัย ข้อมูลใหม่นี้ทำให้นักดาราศาสตร์ต้องปรับปรุงแบบจำลองการวิวัฒนาการของดาวฤกษ์เพื่อให้สอดคล้องกับระบบดาวคู่ ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้ทั่วไปในจักรวาลมากกว่าดาวดวงเดียว
บทสรุปจากการสังเกตการณ์ของกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลในครั้งนี้ช่วยยืนยันว่า เพื่อนบ้านลึกลับดวงนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่ออนาคตของดาวบีเทลจุส นักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่าการศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างดาวทั้งสองดวงจะช่วยให้เราพยากรณ์ช่วงเวลาการระเบิดเป็นซูเปอร์โนวาได้แม่นยำขึ้น ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ครั้งประวัติศาสตร์ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจนจากบนโลกในอนาคตอันใกล้
- ข้อมูลอ้างอิง: NASA’s Hubble Space Telescope, ESA, E. Wheatley