วงการอวกาศเชิงพาณิชย์ของจีนกำลังก้าวเข้าสู่ก้าวย่างที่สำคัญ เมื่อบริษัทสตาร์ตอัปจากปักกิ่งได้วางโรดแมปเตรียมส่งผู้โดยสารที่เสียเงินค่าตั๋วเดินทางข้ามขอบอวกาศภายในปี พ.ศ. 2571 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมอวกาศเอกชนในจีนที่ขยายขอบเขตจากการส่งดาวเทียม ไปสู่การมอบประสบการณ์การเดินทางในอวกาศให้กับบุคคลทั่วไป ซึ่งแต่เดิมถูกสงวนไว้สำหรับโครงการของรัฐบาลเท่านั้น
บริษัท อินเตอร์สเตลลอร์ (InterstellOr) ได้เปิดตัวยานแคปซูลรุ่น CYZ1 ซึ่งเป็นหัวใจหลักของภารกิจ โดยตัวยานถูกออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยและความสะดวกสบายสูงสุดของผู้โดยสาร จุดเด่นที่สำคัญคือ ระบบลงจอดแบบนุ่มนวลดุจก้อนเมฆ (Cloud-like Landing) ซึ่งเพิ่งผ่านการทดสอบตรวจสอบระบบรับแรงกระแทกไปเมื่อต้นปี พ.ศ. 2569 นี้
ตัวยานแคปซูลมีน้ำหนักประมาณ 5 ตัน และใช้ระบบความปลอดภัยหลายชั้น เริ่มจากการแยกตัวออกจากจรวดนำส่งที่ความสูงประมาณ 70 กิโลเมตร ก่อนจะอาศัยแรงเฉื่อยทะยานขึ้นสู่ความสูงกว่า 100 กิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเล หรือที่เรียกว่า เส้นคาร์มัน (Kármán Line) ซึ่งเป็นขอบเขตอวกาศตามมาตรฐานสากล ในช่วงขากลับสู่โลก ยานจะกางร่มชูชีพขนาดใหญ่หลายชุดเพื่อชะลอความเร็ว และในจังหวะสุดท้ายก่อนสัมผัสพื้น ระบบจะจุดระเบิดเครื่องยนต์ขับดันย้อนกลับ (Retro-thrusters) เพื่อพ่นก๊าซแรงดันสูงสร้างแรงยกย้อนศร ทำงานร่วมกับโครงสร้างดูดซับพลังงานที่ฐานยาน ช่วยให้ผู้โดยสารสัมผัสแรงกระแทกน้อยที่สุด
เปรียบเทียบสมรภูมิท่องเที่ยวอวกาศ: จีน vs สหรัฐฯ
ในขณะที่บริษัทจากสหรัฐฯ อย่าง บลู ออริจิน (Blue Origin) และเวอร์จิน กาแล็กติก (Virgin Galactic) ได้เริ่มให้บริการไปก่อนหน้าแล้ว การก้าวเข้ามาของอินเตอร์สเตลลอร์และบริษัทจีนอื่น ๆ กำลังทำให้ “ราคา” ของการไปอวกาศเริ่มมีการแข่งขันที่น่าสนใจมากขึ้น
ในปัจจุบัน การก้าวเข้ามาของอินเตอร์สเตลลอร์กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเจ้าตลาดเดิมจากสหรัฐอเมริกา โดยหากเปรียบเทียบในแง่ของสมรรถนะและราคา จะพบว่าอินเตอร์สเตลลอร์วางเป้าหมายการบินไว้ที่ระดับความสูง 100 ถึง 200 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าสูงกว่า เวอร์จิน แกลักติก (Virgin Galactic) ที่ใช้เครื่องบินอวกาศบินไปถึงระดับ 80 ถึง 90 กิโลเมตร และอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงหรือสูงกว่า บลู ออริจิน (Blue Origin) ที่ใช้ระบบแคปซูลทะยานไปถึงระดับ 107 กิโลเมตร
ในด้านความคุ้มค่า อินเตอร์สเตลลอร์ตั้งราคาตั๋วไว้ที่ประมาณ 15 ล้านบาท (430,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่แข่งขันได้โดยตรงกับ เวอร์จิน แกลักติก ที่มีราคาตั๋วเริ่มต้นราว 16 ถึง 21 ล้านบาท ในขณะที่ บลู ออริจิน แม้จะไม่มีการเปิดเผยราคาที่แน่นอนต่อสาธารณะแต่ส่วนใหญ่มักมีมูลค่าสูงกว่าจากการประมูล อย่างไรก็ตาม ตลาดในจีนยังมีคู่แข่งภายในประเทศที่น่ากลัวอย่าง ดีพ บลู แอโรสเปซ (Deep Blue Aerospace) ที่ประกาศแผนการบินในปี พ.ศ. 2570 ด้วยราคาที่ดึงดูดใจมากกว่าเพียงราว 7.5 ล้านบาทเท่านั้น
กลยุทธ์การตลาดผ่านคนดังและทิศทางในอนาคต
อินเตอร์สเตลลอร์สร้างกระแสด้วยการดึงตัวนักแสดงชื่อดังอย่าง หวง จิ่งอวี๋ (Johnny Huang) มาเป็นผู้โดยสารหมายเลข 009 และยังมีชื่อของ หลิน เสี่ยวเยี่ยน กวีหญิงชาวอเมริกันเชื้อสายจีนที่จะมาร่วมสร้างประวัติศาสตร์ ซึ่งกลยุทธ์นี้เลียนแบบความสำเร็จจากฝั่งตะวันตกที่ใช้คนดังสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชน
นอกจากนี้ ตลาดในจีนยังมีคู่แข่งที่น่ากลัวอย่าง ดีพ บลู แอโรสเปซ (Deep Blue Aerospace) ที่ประกาศขายตั๋วในราคาที่ถูกกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง (ประมาณ 7.5 ล้านบาท) สำหรับเที่ยวบินในปี พ.ศ. 2570 และบริษัท แคส สเปซ (CAS Space) ที่มีเทคโนโลยีจากสถาบันวิจัยระดับชาติหนุนหลัง
หากอินเตอร์สเตลลอร์สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายในปี พ.ศ. 2571 จะถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้เทคโนโลยีอวกาศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภารกิจของรัฐบาลอีกต่อไป แม้ว่าความท้าทายด้านกฎระเบียบและความปลอดภัยจะยังเป็นโจทย์ใหญ่ แต่การที่บริษัทเอกชนจีนเริ่มทดสอบฮาร์ดแวร์จริงและเปิดขายตั๋วอย่างเป็นทางการ เป็นสัญญาณชัดเจนว่า “การท่องเที่ยวอวกาศสำหรับทุกคน” กำลังขยับเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นในทศวรรษนี้
ข้อมูลอ้างอิง: Daily Galaxy
- Chinese Startup Plans First Crewed Space Tourism Mission by 2028