ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2562 วงการดาราศาสตร์ได้บันทึกเหตุการณ์สำคัญจากการตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงรหัส GW190521 ซึ่งในขณะนั้นถูกระบุว่าเป็นผลจากการรวมตัวกันของหลุมดำขนาดยักษ์สองดวง แต่ล่าสุด ทีมนักวิจัยนำโดยผู้เชี่ยวชาญจากยุโรปได้นำเสนอทฤษฎีใหม่ที่น่าสนใจ โดยระบุว่าสัญญาณที่ตรวจจับได้นั้น แท้จริงแล้วอาจไม่ได้เกิดจากหลุมดำตามที่เข้าใจกัน แต่อาจมาจากวัตถุลึกลับชนิดใหม่ที่เรียกว่า “ดาวโบซอน” (Boson stars) หรือดาวสสารมืด ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการเลียนแบบลักษณะทางกายภาพของหลุมดำได้อย่างใกล้เคียงที่สุด
คาร์ลอส เฮอร์เดโร นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยอาไวโร ประเทศโปรตุเกส และทีมงานในโครงการ NewFunFiCO กำลังดำเนินการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังที่ได้จากเครือข่ายหอสังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วงระดับโลกอย่าง ไลโก (LIGO), เวอร์โก (Virgo) และ คากระ (KAGRA) โดยทีมวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า ในบรรดาเหตุการณ์การชนกันของวัตถุในอวกาศกว่า 150 ครั้งที่เคยบันทึกไว้ อาจมีบางเหตุการณ์ที่สัญญาณมีความผิดปกติและไม่สอดคล้องกับทฤษฎีหลุมดำมาตรฐาน ซึ่งนำไปสู่สมมติฐานที่ว่า ต้นตอของสัญญาณอาจมาจากวัตถุที่มีความหนาแน่นสูงประเภทอื่น
วัตถุต้องสงสัยที่นักวิจัยให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ “ดาวโบซอน” ซึ่งเป็นวัตถุสมมติทางทฤษฎีที่ประกอบขึ้นจากอนุภาคสสารมืด หากสังเกตจากระยะไกล ดาวโบซอนจะมีมวลและขนาดใกล้เคียงกับหลุมดำจนแทบแยกไม่ออก แต่จุดแตกต่างสำคัญคือ ดาวโบซอนไม่มี “ขอบฟ้าเหตุการณ์” (Event Horizon) หรือขอบเขตที่แรงโน้มถ่วงสูงจนแม้แต่แสงก็ไม่อาจหนีพ้นเหมือนหลุมดำ โดยโครงสร้างของดาวชนิดนี้จะไม่มีพื้นผิวที่คมชัด แต่จะมีลักษณะฟุ้งกระจายและอัดแน่นไปด้วยสสารมืดอยู่ภายใน ซึ่งเป็นสสารลึกลับที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของเอกภพ
ประเด็นที่น่าจับตามองคือ เมื่อทีมวิจัยนำข้อมูลสัญญาณคลื่นความโน้มถ่วงจากเหตุการณ์เมื่อปี 2562 มาเปรียบเทียบกับแบบจำลองคอมพิวเตอร์ พบว่ารูปแบบคลื่นที่เกิดจากการชนกันของดาวโบซอนมีความสอดคล้องกับข้อมูลจริงมากกว่าแบบจำลองการชนกันของหลุมดำปกติเสียอีก ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ว่า วัตถุเหล่านี้อาจมีตัวตนอยู่จริงและล่องลอยอยู่ในจักรวาล รอคอยการค้นพบ
หากสมมติฐานนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง จะถือเป็นการค้นพบครั้งประวัติศาสตร์ของวงการฟิสิกส์ดาราศาสตร์ เพราะไม่เพียงแต่จะยืนยันการมีอยู่ของดาวรูปแบบใหม่ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาเรื่อง “สสารมืด” ที่นักวิทยาศาสตร์พยายามค้นหาคำตอบมานานหลายทศวรรษ โครงการวิจัยนี้จะดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นปี พ.ศ. 2569 ซึ่งผลลัพธ์ที่จะได้ในอนาคตอาจเปลี่ยนความเข้าใจพื้นฐานที่เรามีต่อโครงสร้างของจักรวาลไปอย่างสิ้นเชิง
ข้อมูลอ้างอิง: Daily Galaxy
- Researchers probe dark matter stars that resemble black holes