ข่าวอวกาศ

ยานสำรวจดาวอังคารไขปริศนา! นักดาราศาสตร์ชี้เส้นทางดาวหางระหว่างดาวฤกษ์ 3I/ATLAS ได้แม่นยำขึ้น 10 เท่า

ดาวหาง 3I/ATLAS วัตถุอวกาศลึกลับที่เดินทางมาจากห้วงอวกาศระหว่างดาวฤกษ์ (Interstellar Space) ได้มอบข้อมูลอันล้ำค่าให้นักวิทยาศาสตร์ ก่อนที่มันจะพุ่งออกจากระบบสุริยะของเราไปตลอดกาล ล่าสุดองค์การอวกาศยุโรป (ESA) และองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ได้ใช้ข้อมูลการสังเกตการณ์ที่ได้จากยานสำรวจที่โคจรอยู่รอบดาวอังคาร เพื่อระบุตำแหน่งและเส้นทางโคจรของดาวหางดวงนี้ได้อย่างแม่นยำขึ้นอย่างน่าทึ่งถึง 10 เท่า ซึ่งความแม่นยำที่เพิ่มขึ้นนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาการกำเนิดของระบบดาวอื่น ๆ

จนถึงเดือนกันยายน 2568 การคำนวณตำแหน่งและวิถีโคจรของดาวหาง 3I/ATLAS ซึ่งเป็นวัตถุระหว่างดาวฤกษ์ดวงที่สามที่ตรวจพบ ต้องอาศัยกล้องโทรทรรศน์บนโลกเป็นหลัก แต่ในช่วงวันที่ 1 ถึง 7 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป เมื่อยานสำรวจ ExoMars Trace Gas Orbiter (TGO) ของ ESA ที่โคจรอยู่รอบดาวอังคาร ได้หันกล้องไปจับภาพดาวหางดวงนี้ โดยดาวหาง 3I/ATLAS ได้เคลื่อนที่เข้าใกล้ดาวอังคารที่สุดในวันที่ 3 ตุลาคม ด้วยระยะห่างเพียงประมาณ 29 ล้านกิโลเมตร ซึ่งถือว่าใกล้กว่าระยะที่กล้องโทรทรรศน์บนโลกสามารถสังเกตการณ์ได้ถึง 10 เท่า การที่ยาน TGO สามารถสังเกตการณ์ดาวหางจากมุมมองใหม่ที่แตกต่างจากมุมมองจากโลก ทำให้สามารถใช้เทคนิคการหาตำแหน่งด้วยสามเหลี่ยม (Triangulation) ร่วมกับข้อมูลที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์บนโลก ผลลัพธ์ที่ได้คือ ความแม่นยำในการคาดการณ์เส้นทางโคจรของดาวหางเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจถึง 10 เท่า ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนของตำแหน่งวัตถุลงอย่างมาก

ดาวหาง 3I/ATLAS ได้รับการจัดประเภทเป็นวัตถุระหว่างดาวฤกษ์ (Interstellar) เนื่องด้วยความเร็วและเส้นทางการโคจรของมัน โดยมันกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงถึงประมาณ 250,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีวิถีโคจรแบบไฮเพอร์โบลา (Hyperbolic Trajectory) ซึ่งหมายความว่ามันเคลื่อนที่เร็วเกินกว่าที่จะถูกดึงดูดไว้ด้วยความโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ ทำให้มันไม่โคจรเป็นวงปิดรอบดวงอาทิตย์ แต่จะเดินทางผ่านระบบสุริยะของเราไป และจะไม่กลับมาอีก NASA ได้ยืนยันว่า ดาวหาง 3I/ATLAS เป็นดาวหางที่มีลักษณะและพฤติกรรมสอดคล้องกับดาวหางทั่วไป คือ มีนิวเคลียส (Nucleus) ที่เป็นน้ำแข็งและมีโคมา (Coma) หรือเมฆก๊าซและฝุ่นที่ล้อมรอบ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าดาวหางดวงนี้ก่อตัวขึ้นในระบบดาวอื่น และถูกดีดออกมาสู่ห้วงอวกาศระหว่างดาวฤกษ์เมื่อหลายล้านหรือหลายพันล้านปีก่อน

จากการประมาณการของกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) นิวเคลียสของดาวหางมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 440 เมตร ถึง 5.6 กิโลเมตร โดยมันเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ด้วยระยะห่างประมาณ 203 ล้านกิโลเมตร และเข้าใกล้ดาวอังคารมากที่สุดในวันที่ 3 ตุลาคม 2568 นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าดาวหาง 3I/ATLAS ไม่เป็นภัยคุกคามต่อโลกของเราแต่อย่างใด เนื่องจากมันจะเข้าใกล้โลกที่สุดในวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ด้วยระยะทางถึงประมาณ 270 ล้านกิโลเมตร ซึ่งอยู่ไกลกว่าวงโคจรของโลกมาก ความแม่นยำของเส้นทางโคจรที่เพิ่มขึ้นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถเล็งเครื่องมือสังเกตการณ์ไปสู่ตำแหน่งที่ถูกต้อง เพื่อศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของดาวหางได้อย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก่อนที่มันจะลับหายไปจากระบบสุริยะของเรา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นเสมือนตัวอย่างที่มาจากระบบดาวอื่น และอาจช่วยตอบคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับต้นกำเนิดของระบบสุริยะและชีวิตบนโลกได้


ข้อมูลอ้างอิง:

  • Space.com: 4 key things NASA just revealed about the interstellar comet 3I/ATLAS
  • Universe Today: Astronomers Pinpoint 3I/ATLAS’s Path Based on Data from Mars