ความฝันที่จะเห็น “ดาวอังคาร” เปลี่ยนจากทะเลทรายสีแดงแห้งแล้งให้กลายเป็นดาวเคราะห์สีเขียวที่อุดมสมบูรณ์ เคยเป็นเพียงจินตนาการที่โลดแล่นอยู่ในภาพยนตร์หรือนิยายวิทยาศาสตร์มานานหลายทศวรรษ แต่ล่าสุด ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีวิศวกรรมดาวเคราะห์และชีววิทยาสังเคราะห์กำลังเปลี่ยนเรื่องเพ้อฝันนี้ให้กลายเป็นเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ที่จับต้องได้ เมื่อทีมนักวิจัยได้นำเสนอแผนการขั้นบันไดในการ “ปรับสภาพดาวเคราะห์” หรือ Terraforming เพื่อเปลี่ยนดาวอังคารให้สิ่งมีชีวิตจากโลกสามารถดำรงอยู่ได้ พร้อมทั้งตั้งคำถามสำคัญว่า มนุษยชาติพร้อมหรือยังที่จะรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงระดับดวงดาวครั้งนี้
แนวคิดเรื่องการปรับสภาพดาวอังคารเคยถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรืออาจเป็นภารกิจของมนุษย์ในอีกหลายศตวรรษข้างหน้า แต่รายงานการวิจัยฉบับใหม่โดย เอริกา เดเบเนดิกทิส และ เดวอน สตอร์ก ที่เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 ในคลังเอกสารวิชาการ arXiv ได้เปลี่ยนมุมมองดังกล่าวไปอย่างสิ้นเชิง โดยชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทั้งแบบจำลองสภาพภูมิอากาศขั้นสูง ความเข้าใจในจุลินทรีย์ที่ทนทานต่อสภาวะสุดขั้ว และที่สำคัญคือระบบขนส่งอวกาศต้นทุนต่ำอย่างยาน Starship ทำให้การขนส่งอุปกรณ์และทรัพยากรไปดาวอังคารมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มากขึ้น งานวิจัยนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎีบนกระดาษ แต่เป็นเหมือนแผนที่นำทางที่เรียกร้องให้วงการวิทยาศาสตร์ก้าวข้ามจากการตั้งสมมติฐาน ไปสู่การทดลองจริงในพื้นที่ โดยอาจเริ่มจากการทดสอบในวงจำกัดระหว่างภารกิจสำรวจดาวอังคารที่กำลังจะเกิดขึ้น
หัวใจสำคัญของแผนการนี้เริ่มต้นที่การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของดาวอังคาร ทีมวิจัยเสนอว่าก้าวแรกคือการทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของดาวสูงขึ้นอีกหลายสิบองศาเซลเซียส วิธีการที่เป็นไปได้รวมถึงการปล่อยละอองลอย (Aerosols) หรือก๊าซเรือนกระจกสังเคราะห์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ หรือแม้แต่การใช้วิธีแผ่รังสีความร้อนแบบเจาะจงเป้าหมาย เพื่อละลายน้ำแข็งที่ขั้วดาวและใต้พื้นผิว ซึ่งประเมินว่ามีปริมาณมากพอที่จะทำให้เกิดมหาสมุทรครอบคลุมทั่วทั้งดวงดาว หากทำสำเร็จ น้ำในสถานะของเหลวซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตก็จะสามารถคงตัวอยู่บนพื้นผิวได้ภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษ
เมื่อดาวอังคารอุ่นขึ้นและมีน้ำ บทบาทของ “ชีววิทยาสังเคราะห์” (Synthetic Biology) ก็จะเริ่มต้นขึ้น นักวิจัยไม่ได้วางแผนที่จะนำพืชหรือสัตว์จากโลกไปปล่อยในทันที แต่จะเริ่มด้วยการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตในระดับจุลทรรศน์ นั่นคือจุลินทรีย์ที่ได้รับการตัดต่อพันธุกรรมให้เป็น “สิ่งมีชีวิตทนทานต่อสภาวะสุดขั้ว” (Extremophiles) สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นวิศวกรตัวจิ๋วที่ช่วยปรับปรุงชั้นบรรยากาศและสภาพดิน ทนทานต่อรังสีอัลตราไวโอเลตที่รุนแรง ความดันอากาศต่ำ และอุณหภูมิที่ยังคงหนาวเย็น เพื่อปูทางให้ระบบนิเวศที่มีความซับซ้อนมากขึ้นสามารถดำรงอยู่ได้ในอนาคต
เอ็ดวิน ไคท์ รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก หนึ่งในผู้ร่วมเขียนงานวิจัย ให้ทัศนะที่น่าสนใจว่า ดาวเคราะห์ที่มีชีวิตย่อมดีกว่าดาวเคราะห์ที่ตายซาก ข้อมูลจากยานสำรวจโรเวอร์ยืนยันแล้วว่าดาวอังคารเคยเอื้อต่อการดำรงชีพในอดีต ดังนั้นการทำให้ดาวอังคารกลับมาเขียวขจีอีกครั้งจึงเปรียบเสมือนการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา แนวคิดนี้เปลี่ยนกรอบมองจาก “การพิชิตอวกาศ” เป็น “การขยายขอบเขตของชีวมณฑล” (Biosphere) เพื่ออนุรักษ์และส่งต่อความมหัศจรรย์ของชีวิตไปยังโลกใบอื่น
อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้าน การเปลี่ยนสภาพดาวอังคารก่อให้เกิดประเด็นถกเถียงทางจริยธรรมอย่างรุนแรง นีนา ลานซา นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์จากห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอสอาลามอส เตือนว่าการกระทำเช่นนี้อาจเป็นการทำลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของดาวอังคารอย่างถาวร หากเราเปลี่ยนเคมีของพื้นผิวและชั้นบรรยากาศ เราอาจสูญเสียโอกาสในการค้นหาคำตอบว่าดาวอังคารเคยมีสิ่งมีชีวิตดั้งเดิมอยู่หรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่แน่นอน เช่น การเกิดพายุฝุ่นรุนแรง หรือปฏิกิริยาทางธรณีวิทยาที่ไม่อาจคาดเดาได้จากการที่ดาวอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว
งานวิจัยชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่ามนุษยชาติกำลังเข้าใกล้ขีดความสามารถในการเป็น “ผู้สร้างโลก” (World Builders) มากขึ้นทุกที ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพและการขนส่งอวกาศยุคใหม่ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงอาจไม่ใช่เรื่องของวิศวกรรม แต่เป็นเรื่องของจริยธรรมและการตัดสินใจร่วมกันของประชาคมโลก สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการสำรวจอวกาศที่จะเกิดขึ้น ซึ่งน่าจะมีการหยิบยกประเด็นกฎหมายอวกาศและการคุ้มครองดาวเคราะห์ (Planetary Protection) มาหารือกันอย่างเข้มข้น เพื่อกำหนดกรอบกติกาที่ชัดเจนก่อนที่โครงการทดลองปรับสภาพดาวอังคารจะเริ่มต้นขึ้นจริง
ข้อมูลอ้างอิง: Daily Galaxy
- Mars Could Turn Green… And It’s No Longer Just Science Fiction