สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) หรือ NARIT ประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ใหม่ภายใต้แนวคิด “ASTRONOMY+” มุ่งเป้าเปลี่ยนองค์ความรู้จากท้องฟ้าให้กลายเป็นนวัตกรรมที่จับต้องได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยเน้นการบูรณาการเทคโนโลยีอวกาศเข้ากับวิศวกรรมขั้นสูงและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายในโลกยุคปัจจุบัน
เมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569 ดร. วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ได้เปิดเผยทิศทางการดำเนินงานในอนาคตผ่านงาน NARIT OPEN TALK 2026 โดยระบุว่าดาราศาสตร์ในวันนี้จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่จะถูกนำมาปรับใช้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศผ่านประเด็นหลัก 5 ด้านที่ครอบคลุมทั้งมิติวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และสังคม

ในด้านงานวิจัยขั้นแนวหน้า NARIT มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้เชิงลึกในระดับสากล โดยผลักดันให้นักวิจัยไทยเข้าไปมีบทบาทสำคัญในเครือข่ายวิจัยระดับโลก เพื่อผลิตผลงานทางวิชาการที่ได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติ ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับมรดกทางวัฒนธรรมผ่าน “โบราณดาราศาสตร์” ซึ่งเป็นการใช้ความรู้ทางดาราศาสตร์มาไขปริศนาภูมิปัญญาของบรรพชน เช่น การคำนวณทิศทางเพื่อสืบหาอายุและแนวคิดในการวางผังโบราณสถาน ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงอดีตเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

ไฮไลต์สำคัญในปี พ.ศ. 2569 คือก้าวกระโดดของวงการเทคโนโลยีอวกาศไทย โดยมีการพัฒนา “CE’7 MATCH Thai Payload” ซึ่งเป็นอุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทยที่มีกำหนดส่งไปโคจรรอบดวงจันทร์ร่วมกับยานฉางเอ๋อ-7 (Chang’E-7) ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 นี้ นอกจากนี้ วิศวกรชาวไทยยังประสบความสำเร็จในการออกแบบและผลิตกล้องโทรทรรศน์ขนาด 0.8 เมตร รวมถึงกล้องตรวจจับโดรนที่ต่อยอดมาจากเทคโนโลยีการติดตามวัตถุนอกโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงพาณิชย์และความมั่นคง

นอกจากการสำรวจอวกาศแล้ว NARIT ยังนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะการศึกษาปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ผ่านอุปกรณ์ตรวจวัดทางเคมีที่แสดงผลแบบเวลาจริง (Real-Time) และการใช้โดรนเก็บข้อมูลชั้นบรรยากาศเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกสำหรับวางแผนนโยบายสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวผ่านดาวเทียมที่อาศัยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตสรรพสิ่ง (IoT) เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการเฝ้าระวังภัยพิบัติ

ในส่วนของการสร้างความตระหนักรู้ NARIT ได้ขยายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ไปยังกลุ่มผู้เปราะบาง เช่น ผู้พิการทางการเห็นและการได้ยิน พร้อมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ผ่านโครงการ “Amazing Dark Sky in Thailand” เพื่อขึ้นทะเบียนเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้สู่ชุมชนในพื้นที่ห่างไกลที่ยังคงความสวยงามของท้องฟ้าในยามค่ำคืนไว้ได้
ดร. วิภู เน้นย้ำว่ายุทธศาสตร์ ASTRONOMY+ คือการพิสูจน์ว่าดาราศาสตร์สามารถรับใช้สังคมไทยได้จริง ทั้งในด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และการสร้างงานทักษะสูงในอุตสาหกรรมอวกาศและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง และสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่สังคมสืบต่อไป
ข้อมูลอ้างอิง: สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.)