สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT ผนึกกำลังความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (มทม.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเพื่อยกระดับงานวิศวกรรมและการสำรวจอวกาศห้วงลึกของประเทศไทย มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงและกำลังคนเพื่อรองรับโครงการระดับโลก โดยเฉพาะการสร้างอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่จะเดินทางไปกับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ของจีนในอนาคตอันใกล้
พิธีลงนามครั้งสำคัญนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี ดร. วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการ NARIT และ รศ. ดร. ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดี มทม. ร่วมลงนามท่ามกลางคณะผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงาน เพื่อวางรากฐานสำคัญให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจอวกาศอย่างเต็มตัว
ในปัจจุบัน การสำรวจดวงจันทร์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นสมรภูมิทางเทคโนโลยีที่นานาชาติต่างเร่งพัฒนา ซึ่งประเทศไทยโดย NARIT ได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในระดับสากลผ่านโครงการสถานีวิจัยดวงจันทร์นานาชาติ หรือ ILRS โดยความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมอย่างยิ่งคือการพัฒนาอุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์ชื่อว่า CE-7 MATCH ที่มีกำหนดการเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์พร้อมกับยานฉางเอ๋อ 7 ของจีน และยังอยู่ระหว่างการพัฒนาอุปกรณ์ CE-8 ALIGN เพื่อติดตั้งไปกับยานลงจอดในภารกิจฉางเอ๋อ 8 ภายในปี พ.ศ. 2572 อีกด้วย
ทางด้านมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ซึ่งมีความโดดเด่นและเชี่ยวชาญในด้านวิศวกรรมแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ เมคาทรอนิกส์ ระบบโทรคมนาคม และเทคโนโลยีดาวเทียม จะเข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการสนับสนุนภารกิจอวกาศห้วงลึกเหล่านี้ ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์อวกาศ การพัฒนาสถานีภาคพื้นดินสำหรับรับส่งสัญญาณดาวเทียม ไปจนถึงการพัฒนาระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง

ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้าง “คน” หรือบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมอวกาศรุ่นใหม่ให้กับประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถของไทยให้ทัดเทียมกับระดับนานาชาติ การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการภายในอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร ทั้งงานด้านทัศนศาสตร์และโฟโตนิกส์ ระบบควบคุมกล้องโทรทรรศน์อัตโนมัติ และการขึ้นรูปชิ้นงานความละเอียดสูง สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับเทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้แล้ว
ก้าวต่อไปของความร่วมมือนี้คือการเปลี่ยนองค์ความรู้จากห้องวิจัยให้กลายเป็นนวัตกรรมที่จับต้องได้ เพื่อให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ซื้อ” เทคโนโลยีอวกาศ แต่สามารถเป็น “ผู้สร้าง” และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมอวกาศระดับโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของชาติในระยะยาว
- ข้อมูลอ้างอิง: สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) / มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร