องค์การนาซา (NASA) ตัดสินใจระงับการปฏิบัติงานทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ของ “กล้องโทรทรรศน์สวิฟต์” (Neil Gehrels Swift Observatory) ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศเก่าแก่อายุ 21 ปี เป็นการชั่วคราว เพื่อชะลอการลดระดับวงโคจรและป้องกันไม่ให้ยานถูกเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลก ก่อนที่ภารกิจกู้ชีพเพื่อดันวงโคจรจะเดินทางไปถึงในช่วงกลางปีนี้
กล้องโทรทรรศน์สวิฟต์ส่งขึ้นสู่วงโคจรระดับต่ำของโลกตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 โดยมีภารกิจหลักในการศึกษาปรากฏการณ์การระเบิดที่รุนแรงที่สุดในจักรวาล หรือที่เรียกว่า “การระเบิดของรังสีแกมมา” (Gamma-ray bursts) โดยอาศัยกล้องโทรทรรศน์ 3 ตัวบนยานที่ทำงานประสานกันในการเก็บข้อมูลทั้งในช่วงคลื่นแสงที่มองเห็นได้ รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ และรังสีแกมมา แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่าสองทศวรรษ ยานอวกาศได้ค่อย ๆ ลดระดับความสูงลงตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับดาวเทียมทุกดวง แต่ในช่วงที่ผ่านมา กิจกรรมของดวงอาทิตย์ที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้ชั้นบรรยากาศโลกขยายตัวและสร้าง “แรงต้านอากาศ” (Atmospheric drag) ปะทะกับตัวยานมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการแก้ไข มีโอกาสสูงถึง 50% ที่กล้องโทรทรรศน์นี้จะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกแบบควบคุมไม่ได้ภายในกลางปี พ.ศ. 2569
เพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤตดังกล่าว นาซาจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของยานเพื่อลดผลกระทบจากแรงต้านอากาศให้เหลือน้อยที่สุด ด้วยการจัดวางระเบียบตัวยานให้อยู่ในทิศทางที่ลู่ลม ส่งผลให้กิจกรรมทางวิทยาศาสตร์บางส่วนต้องหยุดชะงักลง เอส. แบรดลีย์ เซนโก (S. Bradley Cenko) หัวหน้าภารกิจสวิฟต์จากศูนย์การบินอวกาศกอดดาร์ดของนาซา อธิบายว่า โดยปกติแล้วเมื่อสวิฟต์ตรวจพบสัญญาณการระเบิดของรังสีแกมมา ซึ่งเกิดขึ้นแทบทุกวันและหายไปอย่างรวดเร็ว ตัวยานจะทำการหมุนปรับทิศทาง (Slew) อย่างรวดเร็วเพื่อให้กล้องโทรทรรศน์ตัวอื่น ๆ จับภาพเป้าหมายนั้น แต่ในขณะนี้ แม้ว่าอุปกรณ์ตรวจจับการระเบิด (Burst Alert Telescope) จะยังคงทำงานอยู่ แต่ยานจะไม่ทำการหมุนเพื่อหันกล้องอื่นไปส่องเป้าหมายอีกต่อไป เพื่อรักษาเสถียรภาพและชะลอการตกของยาน
ความหวังในการต่อลมหายใจให้กับกล้องโทรทรรศน์อวกาศรุ่นเก๋านี้อยู่ที่ภารกิจกู้ภัยที่กำลังจะเกิดขึ้น นาซาได้ว่าจ้างบริษัทสตาร์ตอัปชื่อ “Katalyst Space Technologies” ด้วยงบประมาณ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนายานอวกาศในภารกิจชื่อ “LINK” ซึ่งมีกำหนดเส้นตายในการปล่อยยานภายในเดือนมิถุนายนนี้ ภารกิจดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเดินทางไปเชื่อมต่อกับสวิฟต์และดันวงโคจรให้สูงขึ้นไปอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ ซึ่งจะช่วยยืดอายุการใช้งานของยานออกไปได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ภารกิจกู้ภัยประสบความสำเร็จ นาซาระบุว่าระดับความสูงเฉลี่ยของสวิฟต์จะต้องอยู่เหนือ 300 กิโลเมตร ซึ่งสถานะล่าสุดเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ยานได้ลดระดับลงมาต่ำกว่า ประมาณ 400 กิโลเมตร แล้ว
การตัดสินใจระงับปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการซื้อเวลาที่สำคัญที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่ายานสวิฟต์จะยังคงลอยลำอยู่ในระดับความสูงที่ปลอดภัยเพียงพอ จนกว่ายานกู้ภัย LINK จะเดินทางไปถึงและปฏิบัติภารกิจผลักดันสวิฟต์กลับขึ้นสู่วงโคจรที่มั่นคงได้สำเร็จ ซึ่งจะช่วยให้มนุษยชาติยังคงมีเครื่องมือสำคัญในการไขปริศนาแห่งจักรวาลอันลี้ลับต่อไปในอนาคต
ข้อมูลอ้างอิง: Gizmodo
- NASA Puts 21-Year-Old Spacecraft on Pause to Keep It From Crashing Into Earth