โลกของเรากำลังเผชิญกับการระดมยิงของอนุภาคพลังงานสูงจากพายุภูมิแม่เหล็กโลกที่รุนแรงที่สุดประเภทหนึ่งเท่าที่ดวงอาทิตย์จะสามารถปลดปล่อยออกมาได้ โดยสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ในระดับ G4 หรือพายุภูมิแม่เหล็กเลเวลรุนแรง ซึ่งมีกำลังมากพอที่จะส่งผลกระทบต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า เนื่องจากคลื่นรบกวนจากสภาพอวกาศจะเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าไหลผ่านสนามแม่เหล็กโลกและพื้นดิน
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าพายุครั้งนี้อาจทวีความรุนแรงขึ้นถึงระดับ G5 หรือระดับสุดโต่ง ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่เคยทำให้เกิดปรากฏการณ์แสงเหนือที่สวยงามและแผ่ขยายวงกว้างไปทั่วโลกเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 โดยสำนักงานพยากรณ์สภาพอวกาศทั่วโลกคาดการณ์ว่า แสงเหนือในครั้งนี้อาจมองเห็นได้ในพื้นที่ละติจูดต่ำอย่างที่ไม่ค่อยปรากฏมาก่อน
ปรากฏการณ์พายุภูมิแม่เหล็กโลกในครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569 โดยดวงอาทิตย์ได้ปลดปล่อยการลุกจ้าคลาส X1.9 ซึ่งเป็นระดับที่ทรงพลังที่สุด อย่างไรก็ตาม ลำพังเพียงการลุกจ้าอาจไม่ทำให้เกิดพายุในลักษณะนี้ได้ หากไม่มีสิ่งที่เรียกว่า การพ่นมวลคอโรนา หรือ CME ซึ่งเป็นการสาดกระสุนอนุภาคสุริยะจำนวนหลายพันล้านตันออกมาพร้อมกับสนามแม่เหล็ก หากจะเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย พฤติกรรมนี้เหมือนกับการที่ดวงอาทิตย์ “จาม” ออกมาอย่างรุนแรง และเมื่อการจามนั้นพุ่งตรงมายังโลก พลังงานมหาศาลจะเข้าปะทะกับชั้นแมกนีโตสเฟียร์ของโลก

เมื่ออนุภาคที่มีประจุเหล่านี้ถูกเร่งความเร็วตามเส้นแรงสนามแม่เหล็กโลก พวกมันจะพุ่งเข้าสู่บรรยากาศชั้นบนบริเวณขั้วโลก และเกิดการปฏิสัมพันธ์กับก๊าซในชั้นบรรยากาศจนเกิดเป็นแสงเรืองรองหลากสีสันที่เรียกว่า แสงเหนือหรือแสงใต้ โดยความรุนแรงในครั้งนี้ยังถูกเสริมกำลังด้วยลมสุริยะความเร็วสูงที่พัดออกมาจากรูคอโรนาขนาดใหญ่บนดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นบริเวณที่สนามแม่เหล็กเปิดออกทำให้อนุภาคประจุไฟฟ้าพุ่งออกมาได้เร็วกว่าปกติ ข้อมูลล่าสุดระบุว่าลมสุริยะมีความเร็วสูงถึง 1,069 กิโลเมตรต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่าความเร็วเฉลี่ยปกติถึงสามเท่า
นอกจากความสวยงามของแสงเหนือแล้ว สภาพอวกาศที่ปั่นป่วนยังแฝงไปด้วยความเสี่ยง รังสีเอกซ์จากการลุกจ้าอาจทำให้ระบบสื่อสารวิทยุขัดข้องชั่วคราว ขณะที่พายุรังสีสุริยะซึ่งเกิดจากโปรตอนพลังงานสูงที่พุ่งมาก่อนมวลคอโรนา อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของดาวเทียม ความปลอดภัยของนักบินอวกาศ และระบบการบินในละติจูดสูง โดยพายุรังสีในครั้งนี้ตรวจพบความรุนแรงถึงระดับ S4 ซึ่งถือเป็นระดับที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 แม้ว่าปัจจุบันจะเริ่มลดระดับลงมาอยู่ที่ S2 แล้วก็ตาม
พายุสุริยะในครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางดาราศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจของดวงอาทิตย์ที่ส่งผลโดยตรงต่อเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมของโลก แม้พายุรังสีจะเริ่มซาลงแต่ความปั่นป่วนของสนามแม่เหล็กโลกยังคงมีอยู่ สำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่เฝ้าระวังและละติจูดสูง อาจจะได้รับประสบการณ์การชมความมหัศจรรย์ของจักรวาลที่น่าจดจำที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต
ข้อมูลอ้างอิง: Science Alert
- Aurora Watch in Effect as Severe Solar Storm Slams Into Earth