
นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาเทคนิคใหม่ที่ใช้การโคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์ของ ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ (exoplanet) เพื่อสร้างแผนที่จุดบนพื้นผิวดาวฤกษ์ หรือที่เรียกว่า “จุดบนดาว” (starspots) โดยวิธีนี้จะช่วยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจลักษณะของดาวฤกษ์ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการศึกษาดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวดวงนั้น
เทคนิคใหม่นี้มีชื่อว่า StarryStarryProcess เป็นการต่อยอดจากวิธีการตรวจจับดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า “วิธีตรวจจับด้วยการผ่านหน้า” (transit method) ซึ่งภารกิจทางอวกาศขององค์การนาซาอย่างกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ (Kepler Space Telescope) และกล้องโทรทรรศน์อวกาศ TESS (Transiting Exoplanet Survey Satellite) ได้นำมาใช้ โดยวิธีนี้จะตรวจจับความสว่างของดาวฤกษ์ที่ลดลงเล็กน้อย เมื่อดาวเคราะห์โคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์
โดยปกติแล้ว แบบจำลองทางดาราศาสตร์มักจะสมมติว่าดาวฤกษ์มีความสว่างสม่ำเสมอ แต่ในความเป็นจริงแล้วพื้นผิวของดาวฤกษ์นั้นมีความซับซ้อนและมีจุดดับที่ทำให้ความสว่างลดลง เทคนิค StarryStarryProcess จะใช้การวิเคราะห์การหรี่ลงของแสงในแต่ละช่วงเวลาอย่างละเอียด เพื่อสร้างแผนที่ตำแหน่งและจำนวนของจุดบนดาวฤกษ์เหล่านั้น
การทำความเข้าใจลักษณะของดาวฤกษ์ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะข้อมูลจากดาวฤกษ์อาจส่งผลต่อการตรวจจับดาวเคราะห์ ตัวอย่างเช่น สัญญาณของไอน้ำที่ตรวจจับได้จากชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ อาจจะแท้จริงแล้วมาจากดาวฤกษ์ได้ การมีข้อมูลที่แม่นยำเกี่ยวกับจุดบนดาวฤกษ์จึงช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถระบุได้ว่า สัญญาณที่ตรวจจับได้นั้นมาจากดาวเคราะห์หรือดาวฤกษ์กันแน่
ทีมนักวิจัยได้ทดสอบเทคนิคใหม่นี้กับดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ชื่อ TOI 3884 b และพบว่าดาวฤกษ์แม่ของดาวเคราะห์ดวงนี้มีจุดบนดาวรวมตัวกันอยู่บริเวณขั้วเหนือ ซึ่งในอนาคตนักวิจัยคาดว่าจะนำเทคนิคนี้มาใช้กับข้อมูลจากดาวเทียมแพนโดรา (Pandora) ที่จะทำการสังเกตการณ์ในย่านความยาวคลื่นหลายช่วง เพื่อทำความเข้าใจดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ให้ได้มากยิ่งขึ้น
ข้อมูลอ้างอิง: Space. com
- How scientists are using exoplanets to map out ‘polka dots’ on stars