ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2473 บนดาดฟ้าเรือที่กำลังมุ่งหน้าจากอินเดียสู่สหราชอาณาจักร เด็กหนุ่มวัยเพียง 19 ปีนามว่า “สุพรหมัณยัน จันทรเศขร” (Subrahmanyan Chandrasekhar) ได้เริ่มขีดเขียนสมการที่ท้าทายความเชื่อเดิมของวงการดาราศาสตร์อย่างสิ้นเชิง การคำนวณของเขาในครั้งนั้นกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้มนุษยชาติเข้าใจถึงชะตากรรมสุดท้ายของดวงดาว และนำไปสู่การค้นพบวัตถุปริศนาที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาลอย่าง “หลุมดำ”
สุพรหมัณยัน จันทรเศขร หรือที่คนใกล้ชิดเรียกว่า “จันทร” เกิดและเติบโตในครอบครัวนักวิชาการ ณ เมืองลาฮอร์ จักรวรรดิอินเดีย (ปัจจุบันอยู่ในปากีสถาน) เขาได้รับแรงบันดาลใจในการใฝ่เรียนรู้จากแม่ และมีลุงเป็นถึงนักฟิสิกส์รางวัลโนเบล จันทรสำเร็จการศึกษาด้านฟิสิกส์จากวิทยาลัยเพรสซิเดนซี เมืองมัทราส ก่อนจะได้รับทุนการศึกษาไปศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษา ณ วิทยาลัยทรีนิตี มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ จนจบปริญญาเอกในปี พ.ศ. 2476
ประเด็นสำคัญที่จันทรค้นพบคือสิ่งที่เรียกว่า “ขีดจำกัดจันทรเศขร” (Chandrasekhar Limit) ซึ่งเป็นการอธิบายถึงจุดสิ้นสุดของดาวฤกษ์เมื่อเชื้อเพลิงนิวเคลียร์หมดลง เขาใช้ความรู้ด้านคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ชั้นสูงคำนวณพบว่า ดาวแคระขาวที่มีมวลมากกว่า 1.4 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ จะไม่สามารถคงสภาพเป็นดาวแคระขาวได้ตลอดไป แต่มันจะถล่มทลายลงด้วยแรงโน้มถ่วงของตัวเองจนกลายเป็นวัตถุที่มีความหนาแน่นมหาศาล หรือหากมีมวลมากเกินขีดจำกัดจะเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “ซูเปอร์โนวาชนิด 1 เอ” (Type Ia Supernova)
อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีที่ล้ำสมัยนี้กลับถูกปฏิเสธอย่างรุนแรงจาก เซอร์อาเธอร์ เอ็ดดิงตัน นักดาราศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนั้น โดยเอ็ดดิงตันถึงกับกล่าวกลางงานประชุมวิชาการว่า “ธรรมชาติควรจะมีกฎเกณฑ์บางอย่างมาป้องกันไม่ให้ดวงดาวแสดงพฤติกรรมที่น่าขบขันเช่นนี้” คำวิจารณ์นี้ทำให้ทฤษฎีของจันทรถูกมองข้ามไปนานหลายสิบปี แม้ว่าทั้งคู่จะยังคงเป็นเพื่อนกันและมีกิจกรรมร่วมกันอย่างการชมเทนนิสวิมเบิลดันหรือปั่นจักรยานในชนบทก็ตาม
จันทรเศขรย้ายไปทำงานที่มหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2479 และอุทิศเวลากว่า 50 ปีให้กับการศึกษาเรื่องการเคลื่อนที่ของดวงดาว ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป และคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับหลุมดำ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2526 โลกวิทยาศาสตร์จึงได้ยอมรับความถูกต้องของแนวคิดเขาอย่างเป็นทางการผ่านการมอบรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ซึ่งเป็นเวลากว่ากึ่งศตวรรษหลังจากที่เขาเริ่มคำนวณบนเรือสำราญลำนั้น
มรดกที่จันทรเศขรทิ้งไว้ไม่ได้มีเพียงแค่สูตรคำนวณ แต่ชื่อของเขายังได้รับเกียรติให้เป็นชื่อของ “กล้องโทรทรรศน์อวกาศจันทรา” (Chandra X-ray Observatory) ของ NASA กล้องโทรทรรศน์หิมาลัยจันทรา รวมถึงชื่อดาวเคราะห์น้อย 1958 จันทรา เรื่องราวของเขาสอนให้เรารู้ว่าความจริงทางวิทยาศาสตร์อาจต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ แต่ท้ายที่สุดแล้วความจริงเหล่านั้นจะส่องสว่างประดับจักรวาลเช่นเดียวกับดวงดาวที่เขาหลงใหลมาตลอดชีวิต
ข้อมูลอ้างอิง: Wikipedia
- Subrahmanyan Chandrasekhar