วงการวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ไทยได้รับข่าวดีครั้งสำคัญ เมื่อกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ด้านกิจการอวกาศกับสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดมีการหารือระดับพหุภาคีที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งนำไปสู่ความเป็นไปได้ในการส่งนักบินอวกาศสัญชาติไทยคนแรกขึ้นไปปฏิบัติภารกิจวิจัยทางวิทยาศาสตร์บนสถานีอวกาศจีน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สถานีอวกาศเทียนกง” สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของบุคลากรไทยและความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติ

เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569 นางสาวพสุภา ชินวรโสภาค อัครราชทูตที่ปรึกษา ฝ่ายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ได้นำคณะผู้แทนจากหน่วยงานด้านอวกาศและการวิจัยชั้นนำของไทย เข้าพบปะหารือกับนายลู่ เหยาเฟิง รองผู้อำนวยการสำนักวางแผนแบบบูรณาการ แห่งองค์การอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมแห่งประเทศจีน หรือ ซีเอ็มเอสเอ (China Manned Space Agency – CMSA) ซึ่งเป็นหน่วยงานหัวใจสำคัญที่กำกับดูแลภารกิจอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมทั้งหมดของจีน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการสถานีอวกาศเทียนกง การปฏิบัติการของยานอวกาศเสินโจว รวมถึงการคัดเลือกและฝึกฝนนักบินอวกาศ

การหารือครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของไทย ประกอบด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) นายพีร์ ชูศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) รวมถึงนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) บรรยากาศการเจรจาเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกด้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศและวิทยาศาสตร์อวกาศ
ไฮไลต์สำคัญของการประชุมคือการที่ทาง CMSA แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการสนับสนุนและพัฒนาความร่วมมือกับประเทศไทย โดยเฉพาะโครงการพัฒนานักบินอวกาศคนแรกของไทย เพื่อขึ้นไปปฏิบัติภารกิจวิจัยและทดลองทางวิทยาศาสตร์บนสถานีอวกาศเทียนกงในอนาคต ซึ่งถือเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่จะยกระดับขีดความสามารถด้านอวกาศของไทยให้ทัดเทียมสากล นอกจากประเด็นเรื่องนักบินอวกาศแล้ว ความสัมพันธ์ด้านอวกาศระหว่างไทยและจีนยังมีความแน่นแฟ้นและก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากความสำเร็จในอดีตและโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่น การที่ไทยได้รับเกียรติเป็นประเทศแรกที่ได้รับตัวอย่างดินจากดวงจันทร์มาจัดแสดงนอกประเทศจีน และการได้รับเลือกเป็นประเทศเกียรติยศในงานวันอวกาศแห่งชาติจีน ครั้งที่ 10 เมื่อปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา

ความร่วมมือดังกล่าวยังขยายผลไปสู่โครงการสำรวจดวงจันทร์ในอนาคต โดยอุปกรณ์วิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทยได้รับคัดเลือกให้ติดตั้งไปกับยานฉางเอ๋อ 7 และฉางเอ๋อ 8 ซึ่งยานฉางเอ๋อ 7 นั้นมีกำหนดการปล่อยสู่อวกาศเพื่อเดินทางไปยังดวงจันทร์ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 นี้ นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือในระดับภูมิภาคผ่านการเปิดศูนย์ประยุกต์ใช้ข้อมูลดาวเทียมสำรวจระยะไกลภายใต้ความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขง (LMCRSDA) ณ อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ หรือ Space Krenovation Park ในประเทศไทย เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลดาวเทียมสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากร รวมถึงโครงการเกษตรกรรมอวกาศที่ไทยได้ส่งเมล็ดพันธุ์ข้าวขึ้นไปกับดาวเทียม “สือเจี้ยน-19” เพื่อศึกษาผลกระทบของสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำและรังสีคอสมิกต่อการเจริญเติบโต เพื่อพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่มีความทนทานในอนาคต
การขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ากิจการอวกาศของไทยไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การสังเกตการณ์ แต่กำลังก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ลงมือปฏิบัติและมีส่วนร่วมในการสำรวจอวกาศเชิงลึก ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนและนักวิจัยไทยรุ่นใหม่ในการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอวกาศโลกได้อย่างภาคภูมิ
ข้อมูลอ้างอิง: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)