หากถามว่า “ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกคือที่ไหน?” หลายคนคงตอบได้ทันทีว่าคือ “ยอดเขาเอเวอเรสต์” (Mount Everest) ที่มีความสูงเสียดฟ้ากว่า 8,848 เมตร แต่ถ้าเราขยายขอบเขตคำถามออกไปไกลกว่าโลกใบนี้ สู่เพื่อนบ้านอย่าง ดาวอังคาร (Mars) ความยิ่งใหญ่ของเอเวอเรสต์อาจดูเล็กจ้อยไปถนัดตา เมื่อต้องเทียบกับมหาภูเขาไฟที่มีชื่อว่า “โอลิมปัส มอนส์” (Olympus Mons)
ยักษ์ใหญ่แห่งที่ราบสูงทาร์ซิส
โอลิมปัส มอนส์ เป็นภูเขาไฟที่ตั้งอยู่บนพื้นผิวดาวอังคาร บริเวณที่เรียกว่า ที่ราบสูงทาร์ซิส (Tharsis Bulge) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีภูเขาไฟขนาดมหึมารวมตัวกันอยู่ แต่ไม่มีลูกใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าโอลิมปัส มอนส์
จากการสำรวจขององค์การนาซา (NASA) พบว่าภูเขาไฟลูกนี้มีความสูงตระหง่านถึงประมาณ 21.9 กิโลเมตร (หรือประมาณ 25 กิโลเมตร หากวัดจากระดับพื้นที่ราบต่ำโดยรอบ) ซึ่งสูงกว่ายอดเขาเอเวอเรสต์ถึงเกือบ 3 เท่า และสูงกว่าภูเขาไฟเมานาเคอา (Mauna Kea) ของโลกเรา (เมื่อวัดจากฐานใต้ทะเล) ถึง 2 เท่า
ไม่ใช่แค่ความสูงเท่านั้นที่น่าตื่นตะลึง ความกว้างของฐานภูเขาไฟโอลิมปัส มอนส์ นั้นกินอาณาเขตกว้างขวางถึง 600 กิโลเมตร (ประมาณ 370 ไมล์) หากลองจินตนาการนำภูเขาไฟลูกนี้มาวางทับบนแผนที่โลก มันจะครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมดของ ประเทศฝรั่งเศส หรือมีขนาดใหญ่พอๆ กับรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา เลยทีเดียว
สถาปัตยกรรมแห่งดวงดาว: ภูเขาไฟรูปโล่ (Shield Volcano)
ลักษณะทางกายภาพของโอลิมปัส มอนส์ จัดอยู่ในประเภท ภูเขาไฟรูปโล่ (Shield Volcano) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับภูเขาไฟในหมู่เกาะฮาวายของโลก แต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก รูปทรงของมันไม่ได้แหลมชันเหมือนภูเขาฟูจิ แต่กลับลาดเอียงลงอย่างนุ่มนวลคล้ายกับโล่ของนักรบโบราณที่วางราบอยู่บนพื้นดิน
ความลาดชันเฉลี่ยของภูเขาไฟลูกนี้มีเพียงประมาณ 5 องศาเท่านั้น นั่นหมายความว่าหากคุณยืนอยู่บนตีนเขา คุณอาจมองไม่ออกด้วยซ้ำว่ากำลังยืนอยู่บนภูเขาไฟ เพราะความลาดเอียงนั้นน้อยมากจนเส้นขอบฟ้าบดบังยอดเขาไปจนหมดสิ้น
อย่างไรก็ตาม ที่บริเวณขอบฐานของภูเขาไฟ กลับมีลักษณะเป็น หน้าผาสูงชัน (Escarpment) ที่สูงตระหง่านถึง 10 กิโลเมตร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าเกิดจากการถล่มของดินและการกัดเซาะในอดีตกาล

ทำไมถึงใหญ่โตได้ขนาดนี้?
คำถามที่น่าสนใจคือ เหตุใดธรรมชาติจึงสร้างภูเขาไฟที่ใหญ่โตมโหฬารเช่นนี้บนดาวอังคารได้? นักดาราศาสตร์ได้ไขปริศนานี้โดยเปรียบเทียบกับธรณีวิทยาของโลก
-
เปลือกดาวที่ไม่เคลื่อนที่
บนโลกของเรา แผ่นเปลือกธรณี (Tectonic Plates) มีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา เมื่อแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนผ่านจุดร้อน (Hotspot) ที่พ่นลาวาขึ้นมา ก็จะเกิดเป็นแนวภูเขาไฟลูกเล็กๆ เรียงต่อกัน (เหมือนหมู่เกาะฮาวาย) แต่บนดาวอังคาร เปลือกดาวนั้นหยุดนิ่ง -
การสะสมตัวนับล้านปี
เมื่อเปลือกดาวไม่ขยับ จุดร้อนจุดเดิมจึงพ่นลาวาออกมาทับถมกันที่จุดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นเวลายาวนานหลายล้านปี ก่อตัวสูงขึ้นและกว้างขึ้นจนกลายเป็นอสุรกายแห่งภูเขาไฟอย่างที่เราเห็น -
แรงโน้มถ่วงที่ต่ำกว่า
ดาวอังคารมีแรงโน้มถ่วงน้อยกว่าโลก (ประมาณ 38% ของโลก) ทำให้ลาวาสามารถไหลไปได้ไกลกว่า และโครงสร้างของภูเขาไฟสามารถทรงตัวอยู่ในความสูงระดับนั้นได้โดยไม่พังทลายลงมาเสียก่อน
โอลิมปัส มอนส์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ก้อนหินยักษ์ แต่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่บ่งบอกถึงประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยาอันดุเดือดของดาวอังคาร แม้ปัจจุบันเราจะยังไม่พบสัญญาณการปะทุที่ชัดเจน แต่การศึกษามหาภูเขาไฟลูกนี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจวิวัฒนาการของดาวเคราะห์เพื่อนบ้านและระบบสุริยะของเราได้ดียิ่งขึ้น
ในอนาคต หากมนุษยชาติสามารถเดินทางไปตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคารได้ โอลิมปัส มอนส์ อาจกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการท่องเที่ยว หรือเป็นความท้าทายสูงสุดของนักปีนเขาแห่งดวงดาว