นักดาราศาสตร์ประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในการย้อนรอยหาต้นตอของการระเบิดครั้งใหญ่ในเอกภพ โดยอาศัยข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศระดับตำนานอย่างฮับเบิลและกล้องรุ่นใหม่อย่างเจมส์ เว็บบ์ ร่วมกันไขปริศนาภาพของดาวฤกษ์ดวงหนึ่งก่อนที่มันจะกลายเป็น “ซูเปอร์โนวา” ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจวาระสุดท้ายของดาวฤกษ์มวลมหึมาได้ชัดเจนยิ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
จากการสังเกตการณ์กาแล็กซีชนิดก้นหอยมีคานที่ชื่อว่า NGC 1637 นักดาราศาสตร์ได้ตรวจพบการระเบิดของซูเปอร์โนวาที่สว่างจ้าขึ้นบริเวณแขนกังหันด้านนอกของกาแล็กซี เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลภาพถ่ายในย่านรังสีที่ต่างกัน ทีมวิจัยพบว่าจุดสีแดงเล็ก ๆ ที่ปรากฏอยู่ในภาพจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (James Webb Space Telescope) คือดาวฤกษ์ในระยะที่เรียกว่า ดาวยักษ์แดง (Red Supergiant) ซึ่งเป็นสภาวะสุดท้ายของดาวฤกษ์ก่อนที่จะเกิดการระเบิดครั้งรุนแรง
ความน่าสนใจของข้อมูลชุดนี้อยู่ที่การเปรียบเทียบขีดความสามารถของกล้องโทรทรรศน์ทั้งสองตัว โดยในอดีตภาพจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) ไม่สามารถมองเห็นดาวฤกษ์ดวงนี้ได้ชัดเจน เนื่องจากฝุ่นอวกาศที่หนาทึบได้บดบังแสงในช่วงคลื่นที่ตามองเห็นเอาไว้ ทำให้ตำแหน่งที่ควรจะมีดาวปรากฏอยู่กลับดูว่างเปล่า แต่เมื่อใช้กล้องเจมส์ เว็บบ์ ซึ่งมีความสามารถในการตรวจจับรังสีอินฟราเรด (Infrared) ที่สามารถทะลุทะลวงผ่านม่านฝุ่นได้ นักดาราศาสตร์จึงพบแสงสว่างสีแดงที่บ่งบอกถึงตัวตนของดาวยักษ์แดงดวงนี้ก่อนที่มันจะระเบิดเพียงไม่นาน
ปรากฏการณ์นี้เปรียบเสมือนการที่เรามีภาพถ่ายของผู้ต้องสงสัยก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์สำคัญ การที่กล้องเจมส์ เว็บบ์ สามารถบันทึกภาพดาวยักษ์แดงในย่านอินฟราเรดไว้ได้ ช่วยให้ทีมนักวิทยาศาสตร์สามารถวิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพ มวล และอุณหภูมิของดาวก่อนการทำลายล้างตัวเอง ซึ่งเป็นข้อมูลล้ำค่าที่ช่วยเติมเต็มทฤษฎีวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ และภาพล่าสุดหลังจากเกิดการระเบิด กล้องฮับเบิลก็ได้บันทึกภาพแสงสว่างวาบของซูเปอร์โนวาที่เกิดขึ้น ณ ตำแหน่งเดียวกันนั้น ยืนยันว่าการคาดการณ์ของนักดาราศาสตร์นั้นแม่นยำ
การค้นพบนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความทรงพลังของเทคโนโลยีในปัจจุบัน แต่ยังย้ำเตือนให้เห็นว่าเอกภพเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและสวยงามในเวลาเดียวกัน ข้อมูลจาก NGC 1637 จะเป็นกุญแจสำคัญในการทำนายว่าดาวฤกษ์ดวงอื่น ๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันจะถึงจุดจบเมื่อใด และผลกระทบจากการระเบิดเหล่านี้จะส่งผลต่อการกำเนิดธาตุหนักและดาวฤกษ์รุ่นต่อไปในกาแล็กซีอย่างไร
ข้อมูลอ้างอิง: NASA/ESA/CSA
- Webb locates former star that exploded as supernova