เมื่อเรานึกถึงการเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์ หลายคนอาจจะนึกถึงก้าวแรกของนีล อาร์มสตรอง (Neil Armstrong) แต่ก่อนที่มนุษย์จะได้ประทับรอยเท้าลงบนพื้นผิวดวงจันทร์นั้น มีภารกิจหนึ่งที่เป็นเสมือน “กุญแจสำคัญ” ในการเบิกทาง นั่นคือภารกิจ “อะพอลโล 8” (Apollo 8) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มนุษยชาติได้เดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์สำเร็จ และหนึ่งในวีรบุรุษผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือ วิลเลียม แอนเดอร์ส (William A. Anders) อดีตนักบินอวกาศขององค์การนาซา (NASA) และพลตรีแห่งกองทัพอากาศสหรัฐฯเรื่องราวชีวิตของเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่ในอวกาศ แต่ยังครอบคลุมไปถึงบทบาทผู้นำระดับสูงในหน่วยงานรัฐบาลและบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก
วิลเลียม เอ. แอนเดอร์ส เกิดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ. 1933 ที่ฮ่องกง เขาเริ่มต้นเส้นทางการศึกษาด้วยการคว้าปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิตจากโรงเรียนนายเรือสหรัฐอเมริกา (United States Naval Academy) ในปี ค.ศ. 1955 หลังจากนั้น เขาได้ก้าวเข้าสู่กองทัพอากาศในฐานะนักบินขับไล่ในฝูงบินสกัดกั้นทุกสภาพอากาศ
เขาศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ จาก Air Force Institute of Technology ในปี ค.ศ. 1962 ซึ่งความรู้ด้านนิวเคลียร์นี้เอง ที่ทำให้เขาได้รับมอบหมายให้ดูแลการจัดการทางเทคนิคด้านเกราะกำบังเครื่องปฏิกรณ์พลังงานนิวเคลียร์และผลกระทบของรังสีที่ห้องปฏิบัติการอาวุธกองทัพอากาศ (Air Force Weapons Laboratory)
ในปี ค.ศ. 1964 องค์การนาซาได้คัดเลือกแอนเดอร์สเข้าเป็นนักบินอวกาศ โดยเขารับผิดชอบงานเฉพาะทางด้านการวัดปริมาณรังสี (Dosimetry) และการควบคุมสภาพแวดล้อม เขาได้แสดงศักยภาพจนได้รับเลือกให้เป็นนักบินสำรองในภารกิจเจมินี 11 (Gemini XI) และอะพอลโล 11 (Apollo 11)

แต่ภารกิจที่ทำให้โลกต้องจารึกชื่อของเขาคือ อะพอลโล 8 (Apollo 8) ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1968 แอนเดอร์สรับหน้าที่เป็นนักบินโมดูลดวงจันทร์ (Lunar Module Pilot) ในภารกิจประวัติศาสตร์ที่เป็นการเดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์เป็นครั้งแรกของมนุษยชาติ การเดินทางครั้งนี้ไม่เพียงแต่ท้าทายขีดจำกัดของเทคโนโลยีในยุคนั้น แต่ยังเป็นการเปิดมุมมองใหม่ให้มนุษย์ได้เห็นโลกทั้งใบจากห้วงอวกาศอันไกลโพ้น โดยเขาทำสถิติชั่วโมงบินรวมตลอดอาชีพสูงกว่า 6,000 ชั่วโมง
หลังจากสร้างประวัติศาสตร์ในอวกาศ แอนเดอร์สได้ผันตัวมารับใช้ชาติในระดับนโยบาย เขาเป็นเลขาธิการบริหารของสภาการบินและอวกาศแห่งชาติ (National Aeronautics and Space Council) ระหว่างปี ค.ศ. 1969 ถึง 1973 ซึ่งมีหน้าที่พัฒนานโยบายด้านการวิจัยและระบบอวกาศเสนอต่อประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรี
ความเชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ของเขาได้ฉายแสงอีกครั้ง เมื่อเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็น 1 ใน 5 คณะกรรมาธิการพลังงานปรมาณู (Atomic Energy Commission) ในปี ค.ศ. 1973 และต่อมาประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด (Gerald Ford) ได้แต่งตั้งให้เขาเป็นประธานคนแรกของคณะกรรมาธิการกำกับดูแลนิวเคลียร์ (Nuclear Regulatory Commission – NRC) ในปี ค.ศ. 1975 โดยรับผิดชอบด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ เขายังเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศนอร์เวย์จนถึงปี ค.ศ. 1977 อีกด้วย
หลังจากรับใช้รัฐบาลมานานถึง 26 ปี แอนเดอร์สก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจอย่างเต็มตัว เขาได้ผ่านหลักสูตรการจัดการขั้นสูงจาก Harvard Business School ในปี ค.ศ. 1979 และดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในองค์กรชั้นนำมากมาย ได้แก่
– General Electric (GE) ดำรงตำแหน่งรองประธานและผู้จัดการทั่วไปในแผนกผลิตภัณฑ์นิวเคลียร์ และต่อมาเป็นผู้จัดการทั่วไปของแผนกอุปกรณ์อากาศยาน (Aircraft Equipment Division)
– Textron เข้าทำงานในปี ค.ศ. 1984 และเลื่อนตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมการบริหารอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการ (Senior Executive Vice President-Operations) ในปี ค.ศ. 1986
– General Dynamics ดำรงตำแหน่งรองประธานในปี ค.ศ. 1990 และก้าวขึ้นเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ในปี ค.ศ. 1991 จนกระทั่งเกษียณอายุการทำงานอย่างสมบูรณ์ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1994
วิลเลียม เอ. แอนเดอร์ส (William A. Anders) เป็นมากกว่านักบินอวกาศ เขาคือวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ นักการทูต และนักบริหารผู้มีวิสัยทัศน์ การอุทิศตนของเขาทำให้เขาได้รับเหรียญรางวัลและเกียรติยศมากมาย เช่น เหรียญกล้าหาญ Distinguished Service Medals จากทั้งกองทัพอากาศ นาซา และ NRC รวมถึงรางวัลเชิดชูเกียรติระดับชาติอีกนับไม่ถ้วน
เรื่องราวของแอนเดอร์สเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ความกล้าหาญที่จะพุ่งทะยานสู่อวกาศ สามารถนำมาซึ่งวิสัยทัศน์อันกว้างไกลในการบริหารจัดการและพัฒนาโลกใบนี้ให้ก้าวหน้าต่อไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด
- ข้อมูลอ้างอิง: Biographical Data-WILLIAM A. ANDERS /NASA