องค์การอวกาศยุโรป (ESA) ประสบความสำเร็จในภารกิจ Proba-3 ซึ่งใช้นวัตกรรมดาวเทียมคู่บินจัดทรงแบบเรียงตัวกันเพื่อสร้าง “สุริยุปราคาจำลอง” ในอวกาศ ทำให้สามารถสังเกตชั้นบรรยากาศรอบนอกสุดของดวงอาทิตย์ได้อย่างชัดเจน โดยผลการศึกษาล่าสุดพบว่าลมสุริยะแบบช้ามีความเร็วมากกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้ถึง 3-4 เท่า ซึ่งข้อมูลใหม่นี้อาจเปลี่ยนความเข้าใจของเราเกี่ยวกับสภาพอวกาศที่ส่งผลกระทบต่อเทคโนโลยีบนโลกโดยตรง
ดวงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานสำคัญในระบบสุริยะ แต่แสงที่สว่างจ้าทำให้การสังเกตชั้นบรรยากาศรอบนอกหรือที่เรียกว่า “โคโรนา” (Corona) ทำได้ยาก ปกติแล้วนักวิทยาศาสตร์จะต้องรอให้เกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงบนโลกเพื่อศึกษาชั้นบรรยากาศนี้ แต่ภารกิจ Proba-3 ได้ทลายข้อจำกัดดังกล่าวด้วยการสร้างปรากฏการณ์สุริยุปราคาขึ้นมาเองในอวกาศ ภารกิจนี้ประกอบด้วยดาวเทียม 2 ดวงที่ทำงานร่วมกัน คือดาวเทียมบังแสงและดาวเทียมถ่ายภาพโคโรนา (Coronagraph) โดยดาวเทียมทั้งสองดวงจะบินคู่กันในวงโคจรด้วยระยะห่าง 150 เมตรอย่างแม่นยำ ดาวเทียมดวงแรกจะทำหน้าที่เป็นแผ่นบังแสงอันเจิดจ้าจากดวงอาทิตย์ ทำให้ดาวเทียมดวงที่สองสามารถถ่ายภาพและเก็บข้อมูลของชั้นบรรยากาศโคโรนาที่เบาบางได้อย่างต่อเนื่อง โดยปราศจากการรบกวนของชั้นบรรยากาศโลก
จากข้อมูลการค้นพบแรกที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร The Astrophysical Journal Letters เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 นักวิทยาศาสตร์ได้พบพฤติกรรมที่น่าประหลาดใจของ “ลมสุริยะ” (Solar wind) ซึ่งเป็นกระแสอนุภาคมีประจุที่พุ่งออกมาจากดวงอาทิตย์ ก่อนหน้านี้วงการวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าลมสุริยะแบบช้ามีความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 100 กิโลเมตรต่อวินาที ทว่าเครื่องมือของ Proba-3 ที่สามารถส่องลึกเข้าไปใกล้พื้นผิวดวงอาทิตย์ในบริเวณที่สังเกตได้ยาก กลับพบว่ากระแสลมสุริยะแบบช้านี้มีความเร็วพุ่งสูงถึง 250 ถึง 500 กิโลเมตรต่อวินาที การค้นพบความเร็วที่สูงกว่าทฤษฎีเดิมถึง 3-4 เท่านี้ ท้าทายความเชื่อและแบบจำลองทางดาราศาสตร์ที่มีอยู่เดิมอย่างมาก และบ่งชี้ว่าอาจมีกลไกที่มีพลวัตสูงมากเกิดขึ้นใกล้กับผิวดวงอาทิตย์
การค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพยากรณ์อวกาศกาลสภาพ (Space weather) ข้อมูลใหม่ที่ได้ไม่เพียงแต่จะช่วยนักดาราศาสตร์ไขปริศนาว่าเหตุใดชั้นบรรยากาศโคโรนาถึงมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นผิวดวงอาทิตย์อย่างมหาศาล แต่ยังช่วยให้เราเข้าใจกลไกเริ่มแรกของการพ่นมวลโคโรนา (Coronal Mass Ejections) ซึ่งเป็นการปลดปล่อยพลาสมาและสนามแม่เหล็กขนาดใหญ่ออกสู่อวกาศ หากพายุสุริยะเหล่านี้พุ่งชนโลก จะสามารถสร้างความเสียหายต่อดาวเทียมสื่อสาร ระบบนำทางจีพีเอส และระบบโครงข่ายไฟฟ้าบนพื้นโลกได้
ภารกิจ Proba-3 ซึ่งมีกำหนดปฏิบัติการต่อเนื่องไปจนถึงหลังปี พ.ศ. 2569 กำลังเปิดศักราชใหม่ให้กับการศึกษาฟิสิกส์สุริยะ ข้อมูลเชิงลึกจากมุมมองที่ไม่เคยมีมาก่อนนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาระบบเตือนภัยและแบบจำลองพยากรณ์สภาพอวกาศให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น และเมื่อมีการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องในอนาคต เราอาจได้เห็นการค้นพบใหม่ที่จะพลิกโฉมความเข้าใจเกี่ยวกับอิทธิพลของดวงอาทิตย์ที่มีต่อโลกและระบบสุริยะของเราไปตลอดกาล
ข้อมูลอ้างอิง: Daily Galaxy
- Proba-3 Sees The Sun Like Never Before