NASA ประสบความสำเร็จครั้งสำคัญเมื่อยานอวกาศไซคี (Psyche) ได้เดินทางเข้าใกล้ดาวอังคารที่สุดอย่างราบรื่นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา โดยอาศัยแรงโน้มถ่วงของดาวแดงดวงนี้เป็นเสมือนหนังยางดีดส่งตัวยาน เพื่อเพิ่มความเร็วและปรับระนาบวงโคจรโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงขับดันบนยาน มุ่งหน้าตรงสู่เป้าหมายต่อไปนั่นคือดาวเคราะห์น้อยที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุโลหะอันน่าค้นหา
ในการบินผ่านครั้งนี้ ยานอวกาศได้เฉียดเข้าใกล้พื้นผิวของดาวอังคาร ในระยะห่างเพียง 4,609 กิโลเมตร ซึ่งกระบวนการช่วยเหวี่ยงด้วยแรงโน้มถ่วง (Gravity Assist) นี้ ช่วยเพิ่มความเร็วให้แก่ยานได้มากถึงประมาณ 1,609 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และปรับระนาบวงโคจรไปราว 1 องศาเมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ ซึ่งทีมควบคุมการบินจากห้องปฏิบัติการแรงขับเคลื่อนไอพ่น (Jet Propulsion Laboratory หรือ JPL) ได้ตรวจสอบสัญญาณดอปเพลอร์ (Doppler signal) ผ่านเครือข่ายอวกาศห้วงลึก (Deep Space Network) ยืนยันในเวลาจริงว่ายานเคลื่อนที่อยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องแม่นยำ และพร้อมมุ่งตรงไปยังแถบดาวเคราะห์น้อยหลัก (Main Asteroid Belt) ที่อยู่ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดีแล้ว
อุปกรณ์บนยานอวกาศไซคีสามารถบันทึกภาพดาวอังคารในมุมมองที่หาดูได้ยาก ปรากฏเป็นเสี้ยวบาง ๆ อันงดงามเนื่องจากมุมแสงที่ตกกระทบทางด้านหลัง ซึ่งชั้นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นของดาวอังคารได้กระเจิงแสงอาทิตย์ทำให้เสี้ยวของดาวสว่างและแผ่กว้างกว่าที่คาดการณ์ไว้ ภาพถ่ายและข้อมูลรวมหลายพันภาพเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ทดสอบระบบประมวลผลเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานเมื่อเดินทางไปถึงเป้าหมายจริง โดยได้รับการสนับสนุนข้อมูลอ้างอิงร่วมจากยานสำรวจลำอื่น ๆ รอบดาวอังคาร เช่น ยานมาร์สเรคอนเนสเซนส์ออร์บิเตอร์ (Mars Reconnaissance Orbiter) ยานมาร์สโอดิสซีย์ (2001 Mars Odyssey) รถสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์ (Perseverance) รวมถึงยานขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) อีกด้วย นอกจากนี้เครื่องวัดสนามแม่เหล็กยังสามารถตรวจจับคลื่นกระแทกด้านหน้า (Bow Shock) ของดาวอังคารในขณะบินผ่านได้อีกด้วย
เมื่อการเดินทางผ่านดาวอังคารสิ้นสุดลง ยานอวกาศจะกลับมาใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ (Solar-electric propulsion system) อีกครั้งเพื่อมุ่งหน้าไปยังแถบดาวเคราะห์น้อยหลัก โดยคาดว่าจะเดินทางเข้าสู่วงโคจรของดาวเคราะห์น้อยไซคี ในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2572 ตัวยานจะโคจรรอบดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดกว้างราว 280 กิโลเมตรดวงนี้ในระดับความสูงต่าง ๆ เพื่อทำแผนที่และเก็บข้อมูลเชิงลึก เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันอาจเป็นเศษซากแกนกลางโลหะของวัตถุก่อนเกิดดาวเคราะห์ (Planetesimal) ในยุคเริ่มแรกของระบบสุริยะ การศึกษาโครงสร้างเหล็กและนิกเกิลของมันจึงเปรียบเสมือนหน้าต่างบานสำคัญ ที่ทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจถึงใจกลางอันลึกลับของดาวเคราะห์หินอย่างโลกเราได้ โดยไม่ต้องขุดเจาะลงไปจริง ๆ
ข้อมูลอ้างอิง: NASA/Jet Propulsion Laboratory
- NASA’s Psyche Mission Aces Mars Flyby, Targets Metal-Rich Asteroid