เกิดเหตุตื่นตระหนกครั้งใหญ่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากประชาชนนับตั้งแต่รัฐเดลาแวร์ของสหรัฐอเมริกาไปจนถึงเมืองมอนทรีออลของประเทศแคนาดา ต่างรายงานว่าได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงฟ้าร้องซ้อนกันสองครั้ง พร้อมรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนจนสิ่งก่อสร้างสั่นไหว ซึ่งในเวลาต่อมาองค์การอวกาศระดับโลกได้ออกมาไขปริศนาว่า ปรากฏการณ์ชวนตกใจกลางวันแสกๆ นี้ แท้จริงแล้วเกิดจากวัตถุธรรมชาติจากห้วงอวกาศลึก
องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NASA) ร่วมกับสมาคมดาวตกแห่งอเมริกา (American Meteor Society) ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า แหล่งกำเนิดของเสียงระเบิดและแรงสั่นสะเทือนดังกล่าวมาจากดาวตก (Meteor) ขนาดใหญ่ดวงหนึ่งที่มีความกว้างประมาณ 1 เมตร โดยมันได้พุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกเมื่อวันเสาร์ เวลา 14.06 น. ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณรอยต่อระหว่างรัฐนิวแฮมป์เชียร์และรัฐแมสซาชูเซตส์ ทางตอนเหนือของเมืองบอสตัน ตัวแทนจากหน่วยงานอวกาศเน้นย้ำว่าวัตถุดังกล่าวเป็นสสารธรรมชาติจากระบบสุริยะ ไม่ใช่เศษซากดาวเทียมหรือขยะอวกาศอย่างที่หลายคนกังวลในตอนแรก โดยขณะที่มันพุ่งแหวกชั้นบรรยากาศนั้น มีผู้พบเห็นมันกลายสภาพเป็นลูกไฟ (Fireball) ขนาดใหญ่ที่สว่างจ้าจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจนในเวลากลางวัน ซึ่งกล้องหน้ารถในรัฐนิวยอร์กสามารถบันทึกภาพวินาทีที่มันลากแสงเป็นสายยาวผ่านเส้นขอบฟ้าเอาไว้ได้
ในแง่ของข้อมูลเชิงฟิสิกส์และวิศวกรรมอวกาศ ทาง NASA ระบุว่า ดาวตก ดวงนี้เดินทางด้วยความเร็วมหาศาลถึง 120,700 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นความเร็วที่เหนือกว่าความเร็วเสียงหลายเท่าตัว และเมื่อวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงขนาดนี้ในชั้นบรรยากาศ มันจะอัดอากาศด้านหน้าจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกอย่างรุนแรง ประกอบกับอุณหภูมิที่สูงจัดทำให้วัตถุเกิดการแตกตัวและระเบิดออกที่ความสูงประมาณ 60 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน การระเบิดในลักษณะนี้ปลดปล่อยพลังงานจลน์ออกมามหาศาลเทียบเท่ากับการระเบิดของระเบิดแรงสูงหรือสารทีเอ็นที (TNT) หนักถึง 300 ตัน ส่งผลให้เกิดเสียงโซนิกบูม (Sonic Boom) หรือคลื่นเสียงกระแทกความเร็วเหนือเสียงที่ดังสนั่นพอที่จะเขย่าตึกรามบ้านช่องในหลายรัฐจนสั่นสะเทือน จนมีประชาชนจำนวนมากส่งรายงานความรู้สึกสั่นไหวไปยังสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) เพื่อตรวจสอบว่าเป็นแผ่นดินไหวหรือไม่ ซึ่งทางสถาบันข้อมูลแผ่นดินไหวแห่งชาติระบุว่า เครื่องวัดแผ่นดินไหวไม่สามารถตรวจจับคลื่นใต้ดินได้เลย ยืนยันว่าแรงสั่นสะเทือนทั้งหมดเกิดขึ้นบนชั้นบรรยากาศด้านบนเท่านั้น
สำหรับคำถามที่ว่าชิ้นส่วนของดวงดาวนี้จะตกลงสู่พื้นโลกจนกลายเป็นอุกกาบาต (Meteorite) หรือไม่นั้น ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมดาวตกแห่งอเมริกามองว่ามีความเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากความเร็วและมุมในการตกทำให้น่าจะเผาไหม้ไปจนหมดสิ้นในชั้นบรรยากาศแล้ว หรือหากมีเศษซากที่รอดพ้นจากการลุกไหม้หลงเหลืออยู่ ส่วนใหญ่ก็มักจะตกลงสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ซึ่งเหตุการณ์ดาวตกขนาด 1 เมตรระเบิดในชั้นบรรยากาศชั้นบนเช่นนี้ แม้จะสร้างความตกใจและเสียงดัง แต่ตามสถิติทางดาราศาสตร์แล้ว ถือเป็นกลไกการป้องกันภัยธรรมชาติขั้นพื้นฐานของโลกที่ชั้นบรรยากาศจะคอยทำหน้าที่แผดเผาวัตถุแปลกปลอมเหล่านี้ให้สลายไปก่อนจะสร้างความเสียหายต่อสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลกนั่นเอง
ข้อมูลอ้างอิง: Associated Press / Reuters
- Meteor over Massachusetts prompts reports of booms across US and Canada