อดีตดาวเคราะห์น้อยดวงแรกของระบบสุริยะที่ถูกยกระดับเป็นดาวเคราะห์แคระอย่าง ดาวเคราะห์แคระซีรีส (Ceres) กำลังทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องทึ่งอีกครั้ง เมื่อข้อมูลล่าสุดเผยว่าพื้นผิวของมันมีความซับซ้อนและมีร่องรอยการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาที่คุกรุ่นกว่าที่เคยคาดคิดไว้มาก
จากการนำเสนอผลงานวิจัยล่าสุดในงานประชุมสมาพันธ์วิทยาศาสตร์โลกแห่งยุโรป ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย นักดาราศาสตร์ได้นำข้อมูลจากยานอวกาศดอว์น (Dawn) ของ NASA มาวิเคราะห์ใหม่จนพบว่า พื้นผิวของดาวเคราะห์แคระซีรีสเต็มไปด้วยที่ลาดชัน รอยแยก และความสว่างที่ผันผวนจนทำให้การระบุหลุมอุกกาบาตทำได้ยาก
นับตั้งแต่ถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2344 โดยจูเซปเป เปียซซี (Giuseppe Piazzi) และถูกเปลี่ยนสถานะเป็นดาวเคราะห์แคระในปี พ.ศ. 2449 ซีรีสก็สร้างความประหลาดใจมาตลอดเพราะมันมีโครงสร้างภายในแยกชั้นเป็นแกน เนื้อดาว และเปลือกดาว คล้ายกับดาวเคราะห์หินทั่วไป โดยมีความกว้างประมาณ 960 กิโลเมตร และมีส่วนประกอบของน้ำสูงถึงร้อยละ 25 ซึ่งข้อมูลจากคลังความรู้สากลระบุตรงกันว่า ซีรีสเป็นวัตถุที่ใหญ่ที่สุดในแถบดาวเคราะห์น้อย (Asteroid Belt) ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดีที่ยังคงดึงดูดใจนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก
จุดเปลี่ยนสำคัญของงานวิจัยนี้คือการศึกษาหลุมอุกกาบาตออกเคเตอร์ (Occator) ซึ่งเป็นหลุมอุกกาบาตขนาดกว้าง 92 กิโลเมตร ที่เกิดจากการพุ่งชนเมื่อประมาณไม่กี่ล้านถึง 20 ล้านปีก่อน ดร. อลิเซีย นีเซมันน์ นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์จากมหาวิทยาลัยฟรีแห่งเบอร์ลิน เปิดเผยว่า ข้อมูลแรงโน้มถ่วงที่ระดับความลึก 50 กิโลเมตรใต้หลุมนี้ บ่งชี้ถึงสิ่งผิดปกติซึ่งคาดว่าเป็นแหล่งกักเก็บน้ำเค็มใต้ดิน โดยแรงกระแทกจากการพุ่งชนได้สร้างรอยแยกจนทำให้น้ำเค็มและน้ำแข็งเหล่านี้พุ่งทะลักขึ้นมาเหนือพื้นผิว เกิดเป็นปรากฏการณ์ภูเขาไฟเยือกแข็งที่ปะทุภายใต้อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ต่างจากภูเขาไฟลาวาความร้อนสูงบนโลก
ผลจากการปะทุนี้ทิ้งร่องรอยคาร์บอเนตสีสว่างสะดุดตาเอาไว้ในชื่อ เซรีอาเลีย ฟาคูลา (Cerealia Facula) และ วีนาเลีย ฟาคูลา (Vinalia Facula) ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญว่าในอดีตดาวดวงนี้อาจเคยมีมหาสมุทรใต้ดินหล่อเลี้ยงอยู่จริง
แม้ว่าสภาพแวดล้อมใต้ดินจะน่าสนใจ แต่นักวิจัยมองว่าโอกาสที่จะพบซากฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก (Microfossils) ที่หลงเหลืออยู่นั้นค่อนข้างน้อย เนื่องจากกระบวนการดันตัวขึ้นสู่พื้นผิวที่รุนแรง ประกอบกับการถูกระเบิดจากอุกกาบาตขนาดเล็กอย่างต่อเนื่องจนพื้นผิวกลายเป็นฝุ่นผง
อย่างไรก็ตาม ความลึกลับของดวงดาวนี้ได้จุดประกายให้เกิดแผนภารกิจเก็บตัวอย่างกลับโลก (Ceres Sample Return Mission) ภายใต้การดูแลของห้องปฏิบัติการขับเคลื่อนไอพ่น (JPL) ของ NASA เตรียมส่งยานโคจรและยานลงจอดไปบันทึกภาพถ่ายความละเอียดสูง และประเมินความปลอดภัยของพื้นที่สีสว่างดังกล่าวก่อนจะทำการลงจอดจริง โดยซีรีสมีแรงโน้มถ่วงต่ำกว่าดวงจันทร์ 5.7 เท่า แต่ก็ยังสูงกว่าดาวเคราะห์น้อยเบนนู (Bennu) หรือริวกู (Ryugu) ที่มนุษย์เคยไปลงจอดสำเร็จมาแล้ว ทำให้ภารกิจนี้มีความท้าทายและน่าติดตามอย่างยิ่งในฐานะยุทธศาสตร์การสำรวจเอกภพยุคใหม่
ข้อมูลอ้างอิง: EGU26 Neeseman
- Ceres’ Surface Is Much More Complex Than Previously Thought