นักวิทยาศาสตร์กำลังตั้งคำถามครั้งใหญ่ต่อความเชื่อเดิมในแวดวงธรณีวิทยา เมื่อหลักฐานใหม่บ่งชี้ว่า “แพนโนเทีย” (Pannotia) มหาทวีปที่เคยเชื่อกันว่ารุ่งเรืองก่อนยุคพันเจีย (Pangea) อาจเป็นเพียงช่วงเปลี่ยนผ่านสั้นๆ หรือไม่เคยรวมตัวกันเป็นมหาทวีปอย่างสมบูรณ์เลยด้วยซ้ำ ซึ่งการค้นพบนี้อาจพลิกโฉมความเข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตในยุคเริ่มแรกของโลก
ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน นักธรณีวิทยาได้เสนอทฤษฎีการมีอยู่ของมหาทวีปแพนโนเทีย เพื่ออธิบายลักษณะการจัดเรียงตัวของแผ่นเปลือกโลกเมื่อประมาณ 600 ล้านปีก่อน โดยเชื่อกันว่ามหาทวีปแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณขั้วโลกใต้ และมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางภูมิอากาศของโลก รวมถึงส่งผลต่อการอุบัติขึ้นของสิ่งมีชีวิตอย่างฉับพลันในยุคแคมเบรียน อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีการหาอายุของหินมีความแม่นยำมากขึ้น รากฐานของทฤษฎีที่เคยแข็งแกร่งกลับเริ่มสั่นคลอน
ชื่อของแพนโนเทียมีที่มาจากรากศัพท์ภาษากรีกที่สื่อถึง “ใต้ทั้งหมด” เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่ามันเป็นการรวมตัวกันของแผ่นทวีปส่วนใหญ่ในซีกโลกใต้ใกล้กับขั้วโลก ต่างจากมหาทวีปพันเจียที่เรารู้จักกันดีตรงที่แพนโนเทียถูกคาดการณ์ว่ามีอายุสั้นมาก คือคงสภาพอยู่เพียงประมาณ 40 ล้านปีก่อนจะเริ่มแตกสลายตัวออกไป
ในอดีต ผู้เชี่ยวชาญอย่างคริสโตเฟอร์ สโกทีส เชื่อว่าการก่อตัวและแยกตัวของแพนโนเทียคือตัวจุดชนวนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมครั้งมโหฬาร ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำทะเลที่ลดลงอย่างรวดเร็ว หรือสภาวะโลกหนาวจัดเหมือนตู้แช่แข็งในมหายุคนีโอโปรเทอโรโซอิก ซึ่งสภาพการณ์เหล่านี้เองที่อาจเป็นเสมือนเวทีที่เตรียมไว้สำหรับการระเบิดทางชีวภาพครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “การระเบิดในยุคแคมเบรียน” ซึ่งเป็นช่วงที่สิ่งมีชีวิตบนโลกเริ่มมีความซับซ้อนและหลากหลายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ความเคลือบแคลงสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อราว 25 ปีที่แล้ว เมื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถระบุอายุของหินและตรวจสอบการเคลื่อนที่ของทวีปโบราณได้แม่นยำกว่าเดิม ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Earth-Science Reviews นำโดย อาร์. เดเมียน แนนซ์ นักธรณีวิทยาชื่อดังซึ่งเคยเป็นผู้สนับสนุนทฤษฎีแพนโนเทีย ได้ยอมรับว่าหลักฐานดั้งเดิมที่เคยดูน่าเชื่อถือเริ่มมีช่องโหว่
เมื่อมีการหาอายุของหินด้วยวิธีสมัยใหม่ พบว่าหินที่เคยเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของการก่อตัวของแพนโนเทียกลับมีอายุน้อยกว่าที่คิดไว้มาก ในขณะที่เปลือกโลกบางส่วนที่ควรจะเกิดขึ้นหลังจากมหาทวีปแยกตัวไปแล้ว กลับปรากฏร่องรอยว่ามีอยู่ก่อนหน้านั้นเสียอีก ประเด็นนี้ทำให้ เดวิด อีแวนส์ ศาสตราจารย์ด้านโลกศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล ตั้งข้อสังเกตว่าร่องรอยทางธรณีวิทยาที่เราเคยเข้าใจว่าเป็นสัญลักษณ์ของการรวมตัวและแตกสลายของมหาทวีป อาจเป็นเพียงแค่ “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” ของแผ่นเปลือกโลกที่เคลื่อนที่ไปมา แต่ยังไม่ได้รวมตัวกันเป็นผืนแผ่นดินใหญ่ผืนเดียวอย่างสมบูรณ์
ในปัจจุบัน ข้อถกเถียงเรื่องมหาทวีปแพนโนเทียยังคงไม่มีข้อยุติที่แน่ชัด แม้นักธรณีวิทยาบางส่วนจะยังคงเชื่อมั่นในการมีอยู่ของมัน แต่จำนวนนักวิทยาศาสตร์ที่เริ่มปฏิเสธหรือเพิกเฉยต่อทฤษฎีนี้กำลังมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าในโลกวิทยาศาสตร์ ความไม่แน่นอนไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่คือแรงผลักดันสำคัญที่นำไปสู่การตั้งคำถามและการค้นพบความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเรามานานหลายล้านปี
หากแพนโนเทียไม่มีอยู่จริง นักวิทยาศาสตร์คงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหาคำตอบใหม่ว่า อะไรคือปัจจัยที่แท้จริงที่ทำให้สภาพอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง และอะไรคือแรงขับเคลื่อนที่ทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลกวิวัฒนาการไปอย่างก้าวกระโดดในยุคโบราณกาลนั้น
ข้อมูลอ้างอิง: Daily Galaxy
- What Happened to Pannotia? The Supercontinent That May Have Never Existed