เทคโนโลยีสมาร์ตโฟนที่พวกเราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นมีรากฐานมาจากการวิจัยอวกาศในยุคบุกเบิก และในวันนี้ประวัติศาสตร์กำลังจะวนกลับมาบรรจบกันอีกครั้ง เมื่อองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา (NASA) ได้ประกาศอนุญาตให้นักบินอวกาศในภารกิจอาร์เทมิส 2 (Artemis II) สามารถพกพาสมาร์ตโฟนส่วนตัวเดินทางไปสู่ดวงจันทร์ได้เป็นครั้งแรก เพื่อบันทึกภาพความประทับใจและแบ่งปันประสบการณ์ตรงจากห้วงอวกาศสู่สายตาชาวโลกผ่านโซเชียลมีเดีย
ภารกิจอาร์เทมิส 2 ซึ่งมีกำหนดการเดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์ในอนาคตอันใกล้นี้ ถูกคาดหวังว่าจะเป็นภารกิจที่ให้ภาพถ่ายที่มีความละเอียดสูงและน่าประทับใจที่สุดเท่าที่เคยมีมา แม้ว่าก่อนหน้านี้ทางนาซาจะมีแผนการเตรียมกล้องถ่ายภาพระดับมืออาชีพอย่าง Nikon D5 DSLR ที่สามารถบันทึกวิดีโอความละเอียดระดับ 4K ไว้บนยานโอไรออน (Orion) อยู่แล้ว แต่ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ นายจาเรด ไอแซกแมน ผู้บริหารที่เข้ามามีบทบาทในโครงการ ได้เปิดเผยข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า นักบินอวกาศจะได้รับอนุญาตให้พกสมาร์ตโฟนส่วนตัวติดตัวไปด้วย เพื่อใช้บันทึกภาพเหตุการณ์สำคัญส่งต่อให้ครอบครัวและโพสต์ลงบนโลกออนไลน์ได้โดยตรง
เจาะลึกมาตรฐานความปลอดภัย เมื่อสมาร์ทโฟนต้องผ่านบททดสอบระดับอวกาศ
เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนำทางของยานอวกาศ นาซาได้กำหนดคุณสมบัติทางเทคนิคและการเตรียมเครื่องอย่างเข้มงวด ดังนี้
1. ความปลอดภัยของแบตเตอรี่และวัสดุ
อุปกรณ์ทุกเครื่องต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน UN 38.3 สำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน เพื่อป้องกันการลัดวงจรหรือการลุกไหม้ในสภาวะความกดอากาศต่ำ รวมถึงต้องผ่านการตรวจสอบการปล่อยก๊าซ (Off-gassing) และการลามไฟของวัสดุตามมาตรฐานความปลอดภัยบนสถานีอวกาศ
2. การจัดการคลื่นความถี่ (Electromagnetic Compatibility)
สมาร์ทโฟนจะถูกจำกัดให้อยู่ใน “โหมดเครื่องบิน” (Airplane Mode) ตลอดเวลา และต้องผ่านการทดสอบมาตรฐาน MIL-STD-461 เพื่อให้มั่นใจว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากตัวเครื่องจะไม่รบกวนระบบสื่อสารหลักและระบบควบคุมการบินของยานโอไรออน
3. การรับมือกับรังสีและการใช้งานในวงโคจร
แม้สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดจะมีประสิทธิภาพสูง แต่การใช้งานในห้วงอวกาศลึกที่ไม่มีชั้นบรรยากาศโลกช่วยกรองรังสีคอสมิก อาจทำให้เกิดอาการค้างหรือระบบรวนได้ นาซาจึงใช้กระบวนการรับรองแบบเร่งด่วนเพื่อทดสอบความทนทานของเซนเซอร์รับภาพและหน่วยประมวลผลต่อรังสีพลังงานสูง
นับตั้งแต่ภารกิจอะพอลโล 17 ในปี พ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่มีมนุษย์เดินทางไปเยือนดวงจันทร์ เทคโนโลยีในยุคนั้นยังห่างไกลจากสิ่งที่เรียกว่าสมาร์ตโฟนอย่างมาก การอนุมัติในครั้งนี้จึงถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สมาร์ตโฟนจะได้เดินทางไปสัมผัสกับเพื่อนบ้านในอวกาศที่ใกล้ที่สุดของโลก โดยกฎระเบียบใหม่นี้จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ภารกิจลูกเรือชุดที่ 12 (Crew-12) ที่กำลังจะเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ และต่อเนื่องไปจนถึงภารกิจอาร์เทมิส 2 ที่จะพามนุษย์กลับไปโคจรรอบดวงจันทร์อีกครั้งในรอบกว่า 50 ปี
สิ่งที่น่าสนใจคือ ความทรงพลังของสมาร์ตโฟนในปัจจุบันนั้น มีประสิทธิภาพสูงกว่าคอมพิวเตอร์นำทางในภารกิจอะพอลโล 11 ที่พามนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรกหลายล้านเท่า นอกจากนี้ เทคโนโลยีพื้นฐานในสมาร์ตโฟน ไม่ว่าจะเป็นเซนเซอร์รับภาพแบบ CMOS ในกล้องถ่ายรูป หรือระบบระบุตำแหน่งบนพื้นโลก (GPS) ต่างก็เป็นเทคโนโลยีที่นาซาเคยมีส่วนร่วมในการพัฒนาและรับรองมาตรฐานมาก่อนทั้งสิ้น
แม้ว่าสมาร์ตโฟนจะเคยถูกนำขึ้นไปใช้อยู่บ้างในภารกิจส่วนตัวของบริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) แต่สำหรับนาซาแล้ว นี่คือย่างก้าวใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันเข้ากับการสำรวจอวกาศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งผลให้ภารกิจอาร์เทมิส 2 กลายเป็นภารกิจที่มีการบันทึกภาพและเรื่องราวอย่างละเอียดที่สุดในประวัติศาสตร์การสำรวจอวกาศของมวลมนุษยชาติ
ข้อมูลอ้างอิง: Interesting Engineering
- Astronauts cleared to carry iPhones to the moon as NASA prepares Artemis II mission