เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ณ กองบัญชาการกองทัพอากาศ ได้มีได้พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งสำคัญ ระหว่างสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. กับกองทัพอากาศ เพื่อยกระดับเทคโนโลยีการเฝ้าระวังทางอวกาศและการพัฒนาบุคลากรของประเทศ ความร่วมมือในครั้งนี้มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านองค์ความรู้จากกล้องโทรทรรศน์ที่ใช้ส่องดาว สู่การเป็นเขี้ยวเล็บในการตรวจจับและติดตามวัตถุอวกาศรวมถึงอากาศยานไร้คนขับ เพื่อเสริมสร้างอธิปไตยและความมั่นคงทางเทคโนโลยีของชาติอย่างยั่งยืน
ในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีอวกาศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การศึกษาดวงดาวไกลโพ้นอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม การขยายตัวของกิจกรรมบนวงโคจรโลก ทั้งดาวเทียมสื่อสารและขยะอวกาศ ทำให้การเฝ้าระวังทางอวกาศกลายเป็นภารกิจเร่งด่วน ข้อมูลจากการติดตามวัตถุเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติการทางทหารและการป้องกันภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ ซึ่งต้องอาศัยความแม่นยำสูงในการระบุตำแหน่งและทิศทางของวัตถุที่เคลื่อนที่อยู่เหนือชั้นบรรยากาศ

สดร. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านดาราศาสตร์ ได้นำความเชี่ยวชาญจากการพัฒนาระบบกล้องโทรทรรศน์อัตโนมัติที่ใช้ติดตามวัตถุท้องฟ้า มาประยุกต์ใช้เป็นระบบติดตามวัตถุอวกาศที่มีประสิทธิภาพสูง โดยหนึ่งในนวัตกรรมที่โดดเด่นคือการพัฒนาอุปกรณ์ที่เรียกว่า NARIT I-Mount ระบบนี้ติดตั้งกล้องตรวจจับภาพแบบ 360 องศา พร้อมเซนเซอร์ตรวจจับความร้อนและระบบเลเซอร์เรนจ์สำหรับวัดระยะทาง ซึ่งเดิมทีเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อติดตามดาวเคราะห์น้อยหรือวัตถุจาง ๆ ในอวกาศ แต่ปัจจุบันได้ถูกปรับปรุงให้สามารถตรวจจับและติดตามอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนขนาดเล็กได้อย่างแม่นยำ แม้ในสภาวะที่มองเห็นได้ยาก
ทางด้านกองทัพอากาศมีเป้าหมายชัดเจนในการขับเคลื่อนขีดความสามารถด้านมิติอวกาศเพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองภายในประเทศ ลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ความร่วมมือนี้จึงเป็นการประสานพลังโดย สดร. จะสนับสนุนด้านเครื่องมือ ห้องปฏิบัติการ และการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิศวกรรมขั้นสูง ขณะที่กองทัพอากาศจะสนับสนุนข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์และทรัพยากรเพื่อทดสอบเทคโนโลยีในสภาพแวดล้อมจริง ทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวหน้าครั้งสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์และความมั่นคงไทย การเปลี่ยนผ่านจาก “นักดูดาว” สู่ “ผู้เฝ้าระวังน่านฟ้า” ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องทรัพย์สินบนวงโคจรของประเทศ แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้อุตสาหกรรมอวกาศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและพัฒนาศักยภาพของคนไทยให้ก้าวสู่ระดับสากลอย่างเต็มภาคภูมิ ในอนาคตเราอาจได้เห็นระบบป้องกันภัยทางอากาศที่พัฒนาโดยคนไทยทั้งหมด ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากความเข้าใจในกลไกของจักรวาลนั่นเอง
ข้อมูลอ้างอิง:
- สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)