1. ปรากฏการณ์สุริยุปราคาจากมุมมองของอาร์ทิมิส 2 (Artemis II in Eclipse)

ภาพนี้บันทึกโดยลูกเรือภารกิจอาร์ทิมิส 2 (Artemis II) ระหว่างการบินผ่านดวงจันทร์ (Lunar Flyby) เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569 แสดงวินาทีที่ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์จนมิดดวง จากมุมมองของลูกเรือนั้น ดวงจันทร์มีขนาดใหญ่พอที่จะบดบังดวงอาทิตย์ได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ #สุริยุปราคาเต็มดวง (Totality) นานเกือบ 54 นาที และเปิดมุมมองที่กว้างไกลเกินกว่าจะสัมผัสได้จากบนโลก
คอโรนา (Corona) ปรากฏเป็นวงรัศมีเรืองรองรอบดวงจันทร์ที่มืดมิด เผยให้เห็นรายละเอียดของชั้นบรรยากาศด้านนอกของดวงอาทิตย์ซึ่งตามปกติมักถูกแสงจ้ากลบจนมองไม่เห็น นอกจากนี้ยังมองเห็นดวงดาวต่าง ๆ ซึ่งปกติจะริบหรี่เกินกว่าจะถ่ายติดขณะถ่ายภาพดวงจันทร์ แต่เมื่อดวงจันทร์เข้าสู่ความมืดมิด ดวงดาวเหล่านี้จึงปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจน
2. โลกลับขอบฟ้า (Earthset)

ภาพ “โลกลับขอบฟ้า” (Earthset) นี้ บันทึกผ่านหน้าต่างของยานอวกาศโอไรออน (Orion Spacecraft) เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569 ระหว่างที่ลูกเรือภารกิจอาร์ทิมิส 2 (Artemis II) บินผ่านดวงจันทร์ ภาพเผยให้เห็นโลกสีน้ำเงินหม่นแซมด้วยเมฆสีขาวสว่าง กำลังลับขอบฟ้าไปทางด้านหลังของพื้นผิวดวงจันทร์ที่เต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต โดยส่วนที่มืดของโลกคือพื้นที่ที่กำลังอยู่ในช่วงเวลากลางคืน ส่วนด้านสว่างนั้น ปรากฏกลุ่มเมฆหมุนวนเหนือภูมิภาคออสเตรเลีย (Australia) และโอเชียเนีย (Oceania)
ในส่วนหน้าของภาพ คือหลุมอุกกาบาตโอห์ม (Ohm crater) ซึ่งมีขอบเป็นชั้นหลืบและมีพื้นราบที่ถูกขัดจังหวะด้วยยอดเขาใจกลางหลุม (Central peaks) ทั้งนี้ ยอดเขาใจกลางหลุมจะก่อตัวขึ้นในหลุมอุกกาบาตที่มีโครงสร้างซับซ้อน เมื่อพื้นผิวดวงจันทร์เกิดการหลอมละลายจากการพุ่งชน และสาดกระเด็นย้อนกลับขึ้นไปด้านบนในขณะที่หลุมอุกกาบาตกำลังก่อตัว
3. เงาทอดผ่านหลุมอุกกาบาตวาวีลอฟ (Shadows Across Vavilov Crater)

ภาพถ่ายระยะใกล้ของหลุมอุกกาบาตวาวีลอฟ (Vavilov Crater) บนขอบแอ่งเฮิร์ตสปรัง (Hertzsprung basin) ซึ่งมีขนาดใหญ่และเก่าแก่กว่า บันทึกโดยลูกเรือภารกิจอาร์ทิมิส 2 (Artemis II) เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569 พื้นที่ทางด้านขวาของภาพแสดงให้เห็นรอยต่อระหว่างสภาพพื้นผิวที่ราบเรียบภายในวงล้อมของเทือกเขาชั้นใน ไปสู่ภูมิประเทศที่ขรุขระยิ่งขึ้นบริเวณขอบแอ่ง
#หลุมอุกกาบาตวาวีลอฟ รวมถึงหลุมอื่น ๆ และกลุ่มตะกอนจากการพุ่งชน (Ejecta) ปรากฏเด่นชัดด้วยเงาที่ทอดยาวบริเวณเส้นแบ่งเขตกลางวันและกลางคืน (Terminator) ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างด้านสว่างและด้านมืดของดวงจันทร์ ภาพนี้บันทึกด้วยกล้องถ่ายภาพแบบถือ (Handheld camera) ที่ความยาวโฟกัส 400 มม. ขณะที่ลูกเรือกำลังบินวนรอบด้านไกลของดวงจันทร์ (Far side of the Moon)
4. ภาพบางส่วนของสุริยุปราคาเต็มดวงจากอาร์ทิมิส 2 (Artemis II Total Solar Eclipse, Partial Frame)

ภาพถ่ายระยะใกล้จากยานอวกาศโอไรออน (Orion Spacecraft) ระหว่างการบินผ่านดวงจันทร์ (Lunar Flyby) ของลูกเรือภารกิจอาร์ทิมิส 2 (Artemis II) เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569 บันทึกเหตุการณ์ #สุริยุปราคาเต็มดวง โดยปรากฏเพียงส่วนหนึ่งของดวงจันทร์ในเฟรมภาพขณะกำลังบดบังดวงอาทิตย์จนมิดดวง แม้แผ่นดวงจันทร์เต็มดวงจะขยายกว้างเกินขอบเขตของภาพ แต่ยังคงมองเห็นคอโรนา (Corona) อันริบหรี่ของดวงอาทิตย์เป็นวงรัศมีแสงอ่อน ๆ รอบขอบดวงจันทร์
จากจุดสังเกตการณ์ในห้วงอวกาศลึกนี้ ดวงจันทร์มีขนาดใหญ่พอที่จะทำให้เกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง (Totality) ได้นานเกือบ 54 นาที ซึ่งยาวนานกว่าสุริยุปราคาเต็มดวงที่มักพบเห็นได้จากบนโลกมาก มุมมองที่ถูกตัดทอน (Cropped Perspective) นี้ช่วยเน้นให้เห็นขนาดของการเรียงตัวของดวงดาว และเผยให้เห็นโครงสร้างที่ละเอียดอ่อนภายในคอโรนาระหว่างการเกิดอุปราคาที่ยาวนานและหาดูได้ยากตามการสังเกตการณ์ของลูกเรือ
แสงสะท้อนสีเงินสว่างบริเวณขอบซ้ายของภาพคือ ดาวศุกร์ (Venus) ส่วนลักษณะวงกลมสีเทาเข้มที่ปรากฏตามแนวขอบฟ้าของดวงจันทร์ระหว่างตำแหน่ง 9 และ 10 นาฬิกา คือ Mare Crisium ซึ่งเป็นลักษณะพื้นผิวที่มองเห็นได้จากโลก ทั้งนี้ เราสามารถมองเห็นรายละเอียดอันริบหรี่บนพื้นผิวดวงจันทร์ได้เนื่องจากได้รับแสงสว่างที่สะท้อนมาจากโลก
- ที่มา: นาซา (NASA)