เราอาจคุ้นเคยกับภาพถ่ายโลกที่เผยให้เห็นความสวยงามของมหาสมุทร เทือกเขา หรือหมู่เมฆบนดาวเคราะห์บ้านเกิดของเราอย่างใกล้ชิด แต่ในบางครั้ง NASA ก็พาเราถอยร่นออกมาเพื่อเปิดมุมมองที่กว้างขึ้น ให้เราได้เห็นจุดยืนเล็กๆ ของบ้านเราในระบบสุริยะ ภาพความน่าทึ่งนี้ถูกส่งกลับมาโดยยานเมสเซนเจอร์ (MESSENGER) ซึ่งเป็นยานอวกาศที่ปฏิบัติภารกิจสำรวจพื้นผิว สภาพแวดล้อมทางอวกาศ ภูมิเคมีและการวัดระยะทางของดาวพุธ
จากการหันกล้องมองย้อนกลับมาจากวงโคจรรอบดาวพุธ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ยานเมสเซนเจอร์ได้บันทึกภาพของโลกและดวงจันทร์เอาไว้ได้สำเร็จ ในขณะนั้นตัวยานอยู่ห่างจากโลกถึง 183 ล้านกิโลเมตร
มุมมองของภาพนี้ถือเป็นเรื่องบังเอิญที่น่ายินดี เนื่องจากในห้วงเวลานั้นยานกำลังค้นหาดาวเคราะห์น้อยกลุ่มวุลแคนอยด์ (Vulcanoids) ซึ่งเป็นวัตถุหินขนาดเล็กที่นักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่ามีวงโคจรซ่อนอยู่ระหว่างดาวพุธและดวงอาทิตย์ โดยจากมุมมองของยานอวกาศนั้น โลกและดวงจันทร์ปรากฏตัวอยู่ใกล้กับขอบเขตของกลุ่มดาวคันชั่งและกลุ่มดาวแมงป่อง
การเดินทางของยานเมสเซนเจอร์ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะเป็นยานอวกาศลำแรกที่ได้บินโฉบดาวพุธนับตั้งแต่ยานมาริเนอร์ 10 (Mariner 10) เคยทำไว้ในช่วงปี พ.ศ. 2517 ถึง พ.ศ. 2518 อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มนุษยชาติได้เห็นภาพโลกจากระยะไกลมหาศาล ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2546 ยานมาร์สโกลบอลเซอร์เวเยอร์ (Mars Global Surveyor) เคยจับภาพโลกและดวงจันทร์ในเฟรมเดียวกันมาแล้ว ขณะที่รถสำรวจสปิริต (Spirit Rover) บนดาวอังคารก็ได้ถ่ายภาพแรกของโลกที่มองจากพื้นผิวดาวเคราะห์ดวงอื่น
ต่อมาในปี พ.ศ. 2549 ยานแคสซินี (Cassini) ได้ส่งภาพถ่ายจากวงโคจรดาวเสาร์ที่ห่างจากโลกถึง 1,500 ล้านกิโลเมตร และที่น่าจดจำที่สุดคือในปี พ.ศ. 2533 เมื่อผู้ควบคุมยานวอยเอเจอร์ 1 (Voyager 1) ได้รวบรวมภาพถ่ายครอบครัวของระบบสุริยะ โดยจับภาพโลกเป็นเพียงจุดสีฟ้าจางๆ จากระยะทางที่ห่างไกลกว่า 6,400 ล้านกิโลเมตร ภาพประวัติศาสตร์เหล่านี้ล้วนตอกย้ำให้เราเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวาลที่เราอาศัยอยู่ได้อย่างไร้ที่ติ
ข้อมูลอ้างอิง: NASA
- Earth and Moon from Mercury