ความรู้รอบตัว สารานุกรม

เจาะลึกประวัติศาสตร์โครงการเซติ (SETI) การออกตามหาอารยธรรมทรงปัญญาจากนอกโลก

ความสงสัยที่ว่ามนุษย์เราโดดเดี่ยวในเอกภพหรือไม่ เป็นคำถามที่จุดประกายให้เกิดโครงการเซติ (Search for Extraterrestrial Intelligence, SETI) ซึ่งเป็นความพยายามระดับนานาชาติในการตรวจหาเบาะแสของเทคโนโลยีและสัญญาณสิ่งมีชีวิตทรงปัญญานอกโลก นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าอารยธรรมที่ก้าวหน้าอาจใช้หลักฟิสิกส์พื้นฐานในการสื่อสารคล้ายกับมนุษย์ โครงการนี้จึงใช้เทคนิคหลากรูปแบบเพื่อตรวจวัดสัญญาณแปลกปลอม ทั้งในรูปของคลื่นส่งวิทยุและสัญญาณทางแสง (Optical signals) ที่เดินทางมาจากดาวเคราะห์ดวงอื่น โดยมีองค์กรชั้นนำอย่างนาซา สมาคมดาวเคราะห์ (The Planetary Society) และสถาบันเซติ ร่วมเป็นแกนหลักในการวิจัยมานานหลายทศวรรษ


ปี พ.ศ. 2528 พอล โฮโรวิตซ์ (Paul Horowitz), คาร์ล เซแกน (Carl Sagan) และสตีเวน สปีลเบิร์ก (Steven Spielberg) ซึ่งกำลังอุ้มแมกซ์ (Max) ลูกชายของเขา ร่วมกันเปิดใช้งานโครงการเมตา (META project) ของสมาคมดาวเคราะห์ (The Planetary Society) 
เครดิตภาพ: The Planetary Society

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2521 คาร์ล เซแกน (Carl Sagan) ผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมดาวเคราะห์ ได้จุดกระแสเรื่องนี้ในรายการโทรทัศน์ชื่อดัง โดยอธิบายว่ามนุษย์เพิ่งจะมีศักยภาพทางเทคโนโลยีที่พร้อมจะเริ่มต้นการค้นหาอย่างจริงจัง ต่อมาในปี พ.ศ. 2524 สมาคมดาวเคราะห์ร่วมกับนาซาได้สนับสนุนทุนสร้างอุปกรณ์วิเคราะห์สเปกตรัมแบบพกพา ซึ่งถูกนำไปติดตั้งกับกล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึงหอดูดาวอาเรซีโบ (Arecibo Observatory) ในเปอร์โตริโก ก่อนจะพัฒนามาเป็นโครงการเมตา (META) ในปี พ.ศ. 2528 ซึ่งคอมพิวเตอร์ของโครงการนี้สามารถแยกแยะความถี่วิทยุได้พร้อมกันถึง 8 ล้านช่องสัญญาณ ถือเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดในยุคนั้น แม้ว่าประสิทธิภาพจะน้อยกว่าสมาร์ทโฟนในปัจจุบันก็ตาม โดยตลอด 10 ปีของการทำงาน ระบบตรวจพบสัญญาณปริศนาที่ไม่สามารถระบุที่มาได้ถึง 37 ครั้ง แต่ไม่มีสัญญาณใดเกิดขึ้นซ้ำอีกเลย


การก่อสร้างกล้องโทรทรรศน์ออปติคัลเซติ (Optical SETI telescope) ของสมาคมดาวเคราะห์ ในเมืองโอกริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ โดยเห็น เจสัน กัลลิกคิโอ (Jason Gallicchio) นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สะท้อนอยู่ในกระจกเงาปฐมภูมิขนาด 1.8 เมตร
เครดิตภาพ: Paul Horowitz

ต่อมากลุ่มวิจัยได้เปลี่ยนมาริเริ่มโครงการเซติทางแสง (Optical SETI) ด้วยการสร้างกล้องโทรทรรศน์ขนาด 1.8 เมตรขึ้นที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี พ.ศ. 2549 เนื่องจากแสงที่ตามองเห็นมีความถี่สูงกว่าคลื่นวิทยุ ทำให้สามารถเข้ารหัสข้อมูลได้มากกว่าและเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศโลกได้ดี ซึ่งกล้องนี้ยังคงเปิดทำงานเพื่อสแกนท้องฟ้าอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ยังมีโครงการเซเรนดิป (SERENDIP) ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (University of California, Berkeley) ที่คอยดักจับสัญญาณแทรกไปกับการสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ทั่วไป แต่เนื่องจากมีข้อมูลมหาศาลจนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ประมวลผลไม่ไหว ทีมนักวิจัยจึงเกิดไอเดียขอดึงพลังประมวลผลจากคอมพิวเตอร์บ้านของอาสาสมัครทั่วโลก

ไอเดียสุดท้าทายนั้นกลายมาเป็นซอฟต์แวร์เปิดเผยซอร์สโค้ดระดับตำนานชื่อเซติแอตโฮม (SETI@home) ที่เปิดตัวในปี พ.ศ. 2542 ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้คนทั่วโลกมากกว่า 5.2 ล้านคน มาร่วมบริจาคพลังคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ใช้งานเพื่อช่วยค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวจนถึงปี พ.ศ. 2563 ถือเป็นการกระจายอำนาจสู่ภาคประชาชนในการเข้าถึงระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์อย่างแท้จริง ล่าสุดสมาคมดาวเคราะห์ได้มอบทุนวิจัยก้อนใหม่มูลค่าประมาณ 1,744,300 บาท (49,980 ดอลลาร์สหรัฐ) ให้แก่ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เพื่อนำไปพัฒนาโครงการวิทยาศาสตร์พลเมือง (Citizen science) ในการแก้ไขปัญหาใหญ่ของวงการดาราศาสตร์วิทยุ นั่นคือการสร้างระบบช่วยคัดแยกและตัดสัญญาณวิทยุรบกวนที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์บนโลกออกไป เพื่อให้การมองหาซิกเนเจอร์อันริบหรี่จากกาแล็กซีอันห่างไกลมีความแม่นยำที่สุด

ก้าวสำคัญในปัจจุบันและทิศทางอนาคตของ พ.ศ. 2569 สถาบันเซติได้ยกระดับการค้นหาขึ้นไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว ห้องปฏิบัติการเพื่อการค้นพบและอนาคต (Discovery and Futures Lab) ซึ่งมุ่งเน้นการศึกษาในมิติของสังคม ปรัชญา และจริยธรรม เพื่อเตรียมความพร้อมของมนุษยชาติหากวันหนึ่งเราได้สบสายตากับการค้นพบสิ่งมีชีวิตนอกโลกจริง ๆ

นอกจากนี้ทางสถาบันยังได้จัดสรรทุนสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและการวิจัยในโครงการสไตรด์ (STRIDE) มูลค่ารวมกว่า 34.9 ล้านบาท (1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อผลักดัน 10 โครงการล้ำหน้า ทั้งการนำระบบปัญญาประดิษฐ์มาช่วยวิเคราะห์โมเดลโปรตีนเพื่อค้นหาความน่าจะเป็นของชีวิต และการหันมาจับตาเบาะแสประดิษฐกรรมของเอเลี่ยน (Alien Artifacts) หรือร่องรอยสิ่งก่อสร้างทางเทคโนโลยี (Technosignatures) โดยใช้เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์อัจฉริยะวิจัยร่วมกับอาสาสมัครจากทั่วโลกผ่านซอฟต์แวร์เวอร์ชันอัปเกรด เพื่อเจาะลึกไปในช่องสัญญาณวิทยุสุดท้ายที่คัดกรองร่วมกับกล้องโทรทรรศน์วิทยุฟาสต์ (FAST) ของประเทศจีน ทำให้การตามหาอารยธรรมทรงปัญญาในยุคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องแล็บ แต่เปิดกว้างให้ทุกคนบนโลกได้ร่วมเดินทางสู่คำตอบอันยิ่งใหญ่ไปด้วยกัน


ข้อมูลอ้างอิง: The Planetary Society

  • SETI, the Search for Extraterrestrial Intelligence