ความสงสัยที่ว่ามนุษย์เราโดดเดี่ยวในเอกภพหรือไม่ เป็นคำถามที่จุดประกายให้เกิดโครงการเซติ (Search for Extraterrestrial Intelligence, SETI) ซึ่งเป็นความพยายามระดับนานาชาติในการตรวจหาเบาะแสของเทคโนโลยีและสัญญาณสิ่งมีชีวิตทรงปัญญานอกโลก นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าอารยธรรมที่ก้าวหน้าอาจใช้หลักฟิสิกส์พื้นฐานในการสื่อสารคล้ายกับมนุษย์ โครงการนี้จึงใช้เทคนิคหลากรูปแบบเพื่อตรวจวัดสัญญาณแปลกปลอม ทั้งในรูปของคลื่นส่งวิทยุและสัญญาณทางแสง (Optical signals) ที่เดินทางมาจากดาวเคราะห์ดวงอื่น โดยมีองค์กรชั้นนำอย่างนาซา สมาคมดาวเคราะห์ (The Planetary Society) และสถาบันเซติ ร่วมเป็นแกนหลักในการวิจัยมานานหลายทศวรรษ
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2521 คาร์ล เซแกน (Carl Sagan) ผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมดาวเคราะห์ ได้จุดกระแสเรื่องนี้ในรายการโทรทัศน์ชื่อดัง โดยอธิบายว่ามนุษย์เพิ่งจะมีศักยภาพทางเทคโนโลยีที่พร้อมจะเริ่มต้นการค้นหาอย่างจริงจัง ต่อมาในปี พ.ศ. 2524 สมาคมดาวเคราะห์ร่วมกับนาซาได้สนับสนุนทุนสร้างอุปกรณ์วิเคราะห์สเปกตรัมแบบพกพา ซึ่งถูกนำไปติดตั้งกับกล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึงหอดูดาวอาเรซีโบ (Arecibo Observatory) ในเปอร์โตริโก ก่อนจะพัฒนามาเป็นโครงการเมตา (META) ในปี พ.ศ. 2528 ซึ่งคอมพิวเตอร์ของโครงการนี้สามารถแยกแยะความถี่วิทยุได้พร้อมกันถึง 8 ล้านช่องสัญญาณ ถือเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดในยุคนั้น แม้ว่าประสิทธิภาพจะน้อยกว่าสมาร์ทโฟนในปัจจุบันก็ตาม โดยตลอด 10 ปีของการทำงาน ระบบตรวจพบสัญญาณปริศนาที่ไม่สามารถระบุที่มาได้ถึง 37 ครั้ง แต่ไม่มีสัญญาณใดเกิดขึ้นซ้ำอีกเลย
ต่อมากลุ่มวิจัยได้เปลี่ยนมาริเริ่มโครงการเซติทางแสง (Optical SETI) ด้วยการสร้างกล้องโทรทรรศน์ขนาด 1.8 เมตรขึ้นที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี พ.ศ. 2549 เนื่องจากแสงที่ตามองเห็นมีความถี่สูงกว่าคลื่นวิทยุ ทำให้สามารถเข้ารหัสข้อมูลได้มากกว่าและเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศโลกได้ดี ซึ่งกล้องนี้ยังคงเปิดทำงานเพื่อสแกนท้องฟ้าอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ยังมีโครงการเซเรนดิป (SERENDIP) ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (University of California, Berkeley) ที่คอยดักจับสัญญาณแทรกไปกับการสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ทั่วไป แต่เนื่องจากมีข้อมูลมหาศาลจนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ประมวลผลไม่ไหว ทีมนักวิจัยจึงเกิดไอเดียขอดึงพลังประมวลผลจากคอมพิวเตอร์บ้านของอาสาสมัครทั่วโลก
ไอเดียสุดท้าทายนั้นกลายมาเป็นซอฟต์แวร์เปิดเผยซอร์สโค้ดระดับตำนานชื่อเซติแอตโฮม (SETI@home) ที่เปิดตัวในปี พ.ศ. 2542 ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้คนทั่วโลกมากกว่า 5.2 ล้านคน มาร่วมบริจาคพลังคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ใช้งานเพื่อช่วยค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวจนถึงปี พ.ศ. 2563 ถือเป็นการกระจายอำนาจสู่ภาคประชาชนในการเข้าถึงระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์อย่างแท้จริง ล่าสุดสมาคมดาวเคราะห์ได้มอบทุนวิจัยก้อนใหม่มูลค่าประมาณ 1,744,300 บาท (49,980 ดอลลาร์สหรัฐ) ให้แก่ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เพื่อนำไปพัฒนาโครงการวิทยาศาสตร์พลเมือง (Citizen science) ในการแก้ไขปัญหาใหญ่ของวงการดาราศาสตร์วิทยุ นั่นคือการสร้างระบบช่วยคัดแยกและตัดสัญญาณวิทยุรบกวนที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์บนโลกออกไป เพื่อให้การมองหาซิกเนเจอร์อันริบหรี่จากกาแล็กซีอันห่างไกลมีความแม่นยำที่สุด
ก้าวสำคัญในปัจจุบันและทิศทางอนาคตของ พ.ศ. 2569 สถาบันเซติได้ยกระดับการค้นหาขึ้นไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว ห้องปฏิบัติการเพื่อการค้นพบและอนาคต (Discovery and Futures Lab) ซึ่งมุ่งเน้นการศึกษาในมิติของสังคม ปรัชญา และจริยธรรม เพื่อเตรียมความพร้อมของมนุษยชาติหากวันหนึ่งเราได้สบสายตากับการค้นพบสิ่งมีชีวิตนอกโลกจริง ๆ
นอกจากนี้ทางสถาบันยังได้จัดสรรทุนสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและการวิจัยในโครงการสไตรด์ (STRIDE) มูลค่ารวมกว่า 34.9 ล้านบาท (1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อผลักดัน 10 โครงการล้ำหน้า ทั้งการนำระบบปัญญาประดิษฐ์มาช่วยวิเคราะห์โมเดลโปรตีนเพื่อค้นหาความน่าจะเป็นของชีวิต และการหันมาจับตาเบาะแสประดิษฐกรรมของเอเลี่ยน (Alien Artifacts) หรือร่องรอยสิ่งก่อสร้างทางเทคโนโลยี (Technosignatures) โดยใช้เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์อัจฉริยะวิจัยร่วมกับอาสาสมัครจากทั่วโลกผ่านซอฟต์แวร์เวอร์ชันอัปเกรด เพื่อเจาะลึกไปในช่องสัญญาณวิทยุสุดท้ายที่คัดกรองร่วมกับกล้องโทรทรรศน์วิทยุฟาสต์ (FAST) ของประเทศจีน ทำให้การตามหาอารยธรรมทรงปัญญาในยุคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องแล็บ แต่เปิดกว้างให้ทุกคนบนโลกได้ร่วมเดินทางสู่คำตอบอันยิ่งใหญ่ไปด้วยกัน
ข้อมูลอ้างอิง: The Planetary Society
- SETI, the Search for Extraterrestrial Intelligence


