ข่าวอวกาศ

สวทช. ดันเทคโนโลยีดาวเทียม ยกระดับอุตสาหกรรม S-Curve ไทย ให้แข่งขันได้ในระดับโลก

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมอวกาศอย่างเต็มตัวผ่านภาคีความร่วมมืออวกาศไทย หรือ Thai Space Consortium (TSC) ที่เป็นการรวมพลังครั้งสำคัญของหน่วยงานภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมีเป้าหมายในการวิจัยและพัฒนาดาวเทียมสัญชาติไทยเพื่อสร้างองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากรให้พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคต โดยปัจจุบันกำลังมีการพัฒนาดาวเทียมหลัก 2 ดวง คือ TSC-1 ซึ่งเป็นดาวเทียมสำรวจโลกเพื่อใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ และ TSC-2 ดาวเทียมสำรวจดวงจันทร์ (Moon Exploration) ที่มุ่งเน้นการวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูง

ความท้าทายสำคัญของการทำงานในอวกาศคือการรักษาระดับพลังงานภายใต้อุณหภูมิที่ผันผวนอย่างรุนแรงระหว่าง -20 ถึง 60 องศาเซลเซียส ซึ่งทีมวิจัยจากเอ็นเทค (ENTEC) และเนคเทค (NECTEC) สวทช. ได้ร่วมกันพัฒนาต้นแบบแพ็กแบตเตอรี่ (Battery Pack) ที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานหลักร่วมกับแผงโซลาร์เซลล์ โดยเลือกใช้เซลล์แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (Lithium-ion) ที่ผ่านการรับรองจาก NASA พร้อมติดตั้งระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่อัจฉริยะหรือ BMS (Battery Management System) เพื่อควบคุมและตรวจวัดสถานะจากระยะไกล นอกจากนี้ยังมีการออกแบบให้ใช้งานเพียง 20–30% ของความจุเพื่อยืดอายุการใช้งานให้ครบตามภารกิจ 2 ปี แม้ต้องเผชิญกับการเสื่อมสภาพในสภาวะสุดขั้วก็ตาม

ในด้านโครงสร้างดาวเทียม ทีมวิจัยจากเอ็มเทค (MTEC) ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการคัดเลือกวัสดุที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงสูง เช่น วัสดุโครงสร้างแบบแซนด์วิช (Sandwich Panel) ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้สภาพแวดล้อมที่ท้าทาย ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีแบบจำลองคอมพิวเตอร์ (Computer Simulation) เพื่อวิเคราะห์การถ่ายเทความร้อนและการกระจายอุณหภูมิ รวมถึงการจำลองกลไกสำคัญอย่างการกางแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อประเมินความพร้อมก่อนนำอุปกรณ์ไปทดสอบในสภาวะสุญญากาศจริง และในอนาคตจะมีการต่อยอดไปถึงการออกแบบการจัดวางอุปกรณ์ภายใน หรือส่วนบรรทุก (Payload) ให้ทนทานต่อแรงกระแทกตั้งแต่ขั้นตอนการปล่อยยานจนถึงวงโคจร

องค์ความรู้ล้ำสมัยเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ในอวกาศ แต่ยังสามารถส่งต่อพลังสู่การยกระดับเทคโนโลยีภาคพื้นดินในอุตสาหกรรม S-Curve และ New S-Curve ของไทยได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแบตเตอรี่ความปลอดภัยสูงสำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หรือการสร้างวัสดุโครงสร้างน้ำหนักเบาเพื่อประหยัดพลังงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive Industry) และการก่อสร้าง ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมูลค่าสูงและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน