ข่าวอวกาศ

อัปเดตเส้นทางรถสำรวจดาวอังคาร Curiosity กับการสแกนชั้นหินเพื่อไขปริศนาทะเลสาบโบราณ

การสำรวจดาวอังคารของคิวริออซิตี (Curiosity) ได้ก้าวเข้าสู่โหมดการเดินทางที่เต็มไปด้วยอิสระและความน่าตื่นเต้นอีกครั้ง เมื่อทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบภารกิจสู่การเป็น “นักสำรวจดาวเคราะห์” ที่พร้อมมุ่งหน้าสู่เนินเขาปริศนาที่ถูกสายลมกัดเซาะ

แคทเธอรีน โอคอนเนลล์-คูเปอร์ (Catherine O’Connell-Cooper) นักวางแผนกลยุทธ์และผู้นำด้านระบบเครื่องมือวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวบรันสวิก ประเทศแคนาดา ได้รายงานความคืบหน้าของภารกิจบนดาวอังคาร ประจำวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569 โดยอธิบายว่า โดยทั่วไปแล้วรถสำรวจคิวริออซิตีของ NASA จะมีรูปแบบการทำงานหลักอยู่ 2 โหมด โหมดแรกคือการสำรวจแบบภารกิจวิทยาศาสตร์ที่กำหนดเป้าหมายชัดเจน เช่น ภารกิจสำรวจโครงสร้างหินแบบกล่อง (Boxwork) ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ซึ่งทุกภาพถ่ายและทุกพื้นที่ทำงานจะต้องถูกวางแผนมาอย่างรัดกุมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ นำมาซึ่งความกดดันอย่างมากต่อทีมงาน แต่โหมดที่สองคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ นั่นคือช่วงเวลาแห่งการเดินทางระหว่างภารกิจ ซึ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนมุ่งหน้าสู่เป้าหมายหลักจุดต่อไปอย่างอิสระมากขึ้น

เป้าหมายใหญ่ถัดไปของภารกิจนี้คือ พื้นที่ทางธรณีวิทยาแบบยาร์ดาง (Yardang unit) ซึ่งเป็นกลุ่มเนินเขาสีอ่อนที่ถูกสายลมกัดเซาะจนมีรูปร่างแปลกตา ในช่วงการเดินทางนี้ นักวางแผนเส้นทางของยานจะพยายามขับเคลื่อนยานไปให้ได้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือบางครั้งก็อาจหยุดแวะพักเพื่อสำรวจพื้นที่ที่ดูน่าสนใจระหว่างทาง การสำรวจในรูปแบบนี้มอบความรู้สึกพิเศษให้กับนักธรณีวิทยา ราวกับได้สวมวิญญาณนักสำรวจดาวเคราะห์ที่ค่อยๆ เดินทางไปข้างหน้าเพื่อรอดูว่าธรรมชาติของหินบนดาวดวงนี้จะเผยความลับอะไรให้เราเห็นบ้าง

ปัจจุบัน ยานกำลังมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ โดยเคลื่อนตัวผ่านชั้นหินฐาน (Bedrock) ที่มีลักษณะเป็นชั้นๆ ซึ่งมีความหลากหลายตั้งแต่หินสีอ่อน ไปจนถึงแถบหินที่มีชั้นแผ่นบางสีเข้มปะปนอยู่ หินบางก้อนยื่นออกมาในมุมที่แปลกประหลาด ทำให้การวางแผนเส้นทางขับเคลื่อนมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมงานได้ใช้เครื่องมือสเปกโตรมิเตอร์ APXS และกล้องจุลทรรศน์มาห์ลี (MAHLI) ในการวิเคราะห์คุณสมบัติของวัสดุสีเข้มบริเวณเป้าหมายที่ชื่อว่า รีโอไบโอไบโอ (Rio Bio Bio) และ พลาซิลลาเดการาโกเลส (Placilla de Caracoles) รวมถึงใช้เครื่องมือยิงเลเซอร์เคมแคม (ChemCam) วิเคราะห์ชั้นหินสีอ่อนบริเวณเป้าหมาย ลาปรีมาเบรา (La Primavera) และ โลสเกมาโดส (Los Quemados) ควบคู่กันไป

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังใช้กล้องมาสต์แคม (Mastcam) และระบบถ่ายภาพระยะไกลเคมแคม แอลดี-อาร์เอ็มไอ (ChemCam LD-RMI) เพื่อบันทึกภาพภูมิทัศน์ที่น่าสนใจ ภูมิประเทศที่เปิดกว้างบริเวณนี้ทำให้สามารถเห็นโครงสร้างทางธรณีวิทยาจากหลากหลายมุมมองและระยะทาง เช่น มิราโฟลเรส (Mira Flores) ซึ่งเป็นเนินหินที่ถูกกัดเซาะจนแยกตัวออกมา และร่องลึก กิมซาชาตา (Kimsa Chata) ที่เผยให้เห็นโครงสร้างตะกอนอันน่าทึ่ง ซึ่งข้อมูลจากจุดนี้อาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ระบุได้ว่า ในอดีตพื้นที่บริเวณหลุมอุกกาบาตเกล (Gale crater) แห่งนี้เคยเป็นทะเลทราย ทะเลสาบ หรือเป็นพื้นที่กึ่งทะเลทรายที่มีน้ำไหลผ่านกันแน่ ในขณะเดียวกัน ทีมดูแลสภาพแวดล้อมก็ยังคงเฝ้าติดตามปรากฏการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด ทั้งการเกิดพายุหมุนฝุ่น (Dust devil) และการวัดระดับฝุ่นละอองบนท้องฟ้าของดาวอังคาร

สำหรับแผนการในช่วงสุดสัปดาห์ ทีมงานเตรียมขับเคลื่อนยานลึกเข้าไปในพื้นที่ที่มีความเปรียบต่างระหว่างชั้นหินสีมืดและสีอ่อนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ก่อนจะมุ่งหน้าสู่บริเวณที่พื้นผิวดูเรียบเนียนและไม่มีก้อนหินแหลมคมยื่นออกมา แม้ในวันนี้จะยังระบุไม่ได้แน่ชัดว่าพื้นที่เบื้องหน้าคืออะไร แต่นี่คือมนต์เสน่ห์ที่แท้จริงของการสำรวจอวกาศ เพราะไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าเราจะได้พบเจอกับอะไรบ้าง ซึ่งทีมนักวิทยาศาสตร์และมวลมนุษยชาติต้องรอติดตามการค้นพบใหม่ๆ ที่จะเผยออกมาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้


ข้อมูลอ้างอิง: NASA Mars Science Laboratory