NASA ได้ก้าวไปอีกขั้นกับหนึ่งในภารกิจอวกาศที่มีความซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยการประกาศรายชื่อ 4 นักบินอวกาศชุดหลักและ 1 ลูกเรือสำรองสำหรับภารกิจอาร์ทิมิส 3 (Artemis III) ซึ่งมีกำหนดการทดสอบบินครั้งสำคัญในวงโคจรระดับต่ำของโลกภายในปี พ.ศ. 2570 เพื่อทำหน้าที่เป็นเสาหลักและปูทางไปสู่ภารกิจอาร์ทิมิส 4 (Artemis IV) ที่จะพามนุษย์ไปประทับรอยเท้าบนขั้วใต้ของดวงจันทร์อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2571
ภารกิจสุดท้าทายในครั้งนี้จะเป็นการใช้จรวดที่ทรงพลังที่สุดในโลกอย่างระบบจรวดนำส่ง เอสแอลเอส (SLS – Space Launch System) เพื่อส่งยานอวกาศโอไรออน (Orion Spacecraft) และลูกเรือออกจากศูนย์อวกาศเคนเนดี ในรัฐฟลอริดา ทะยานขึ้นสู่วงโคจรระดับต่ำของโลก ไฮไลต์สำคัญของภารกิจนี้คือการทดสอบระบบนัดพบและเชื่อมต่อยานอวกาศแบบบูรณาการเป็นครั้งแรก กับยานลงจอดบนดวงจันทร์รุ่นทดสอบที่พัฒนาโดยบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่อย่างบลูออริจิน (Blue Origin) และสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) เพื่อทดสอบความพร้อมของอินเทอร์เฟซ ซอฟต์แวร์ ระบบขับเคลื่อน และการสื่อสารอย่างเต็มรูปแบบ
สำหรับรายชื่อนักบินอวกาศชุดประวัติศาสตร์นี้ นำโดย แรนดี เบรสนิก (Randy Bresnik) จาก NASA รับหน้าที่ผู้บัญชาการภารกิจ ตามด้วย ลูกา ปาร์มิตาโน (Luca Parmitano) จากองค์การอวกาศยุโรป (ESA) รับหน้าที่นักบิน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่นักบินอวกาศจากยุโรปได้รับเลือกให้ปฏิบัติการในโครงการอาร์ทิมิส พร้อมด้วย แอนเดร ดักลาส (Andre Douglas) และ แฟรงก์ รูบิโอ (Frank Rubio) เจ้าของสถิติภารกิจอวกาศเดี่ยวที่ยาวนานที่สุดของสหรัฐอเมริกาถึง 371 วัน รับหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำภารกิจ โดยมี บ็อบ ไฮนส์ (Bob Hines) เป็นลูกเรือสำรอง
การปรากฏชื่อของนักบินจาก ESA ยังตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของความร่วมมือระดับนานาชาติ ซึ่งปัจจุบันทางยุโรปเป็นผู้ผลิตโมดูลบริการยุโรป (European Service Module) ที่เปรียบเสมือนหัวใจในการจ่ายพลังงานและระบบยังชีพให้แก่ยานโอไรออนมาอย่างต่อเนื่อง
แผนปฏิบัติการเหนือวงโคจรนี้ถูกออกแบบมาอย่างรัดกุมและต้องใช้ความแม่นยำสูง เริ่มต้นจากการส่งยานลงจอดรุ่นทดสอบบลูมูน (Blue Moon) ของบริษัทบลูออริจินขึ้นสู่วงโคจรล่วงหน้า จากนั้น NASA จะส่งยานอวกาศโอไรออน ขึ้นไปเชื่อมต่อและปฏิบัติงานร่วมกันเป็นเวลาประมาณ 2 วัน เมื่อเสร็จสิ้น ยานโอไรออน จะแยกตัวออกเพื่อรอการมาถึงของยานสตาร์ชิป (Starship) จากบริษัทสเปซเอ็กซ์ และทำการเชื่อมต่อเพื่อประเมินประสิทธิภาพอีกประมาณ 1 วัน ก่อนที่ลูกเรือจะแยกยานและเดินทางกลับสู่โลก โดยมีกำหนดพุ่งลงจอดในมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างปลอดภัย รวมระยะเวลาปฏิบัติภารกิจในอวกาศราว 2 สัปดาห์
ความสำเร็จของภารกิจอาร์ทิมิส 3 ที่ต่อยอดมาจากเที่ยวบินก่อนหน้านี้ จะไม่เพียงแค่เป็นหมุดหมายสำคัญในการพามนุษยชาติกลับไปสำรวจและกระตุ้นเศรษฐกิจบนดวงจันทร์ เท่านั้น แต่กระบวนการทำงานร่วมกับจรวดแบบ Heavy-lift และเทคโนโลยียานอวกาศล้ำสมัยเหล่านี้ จะกลายเป็นรากฐานและองค์ความรู้ชิ้นสำคัญที่ปกป้องชีวิตนักสำรวจ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งมนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดไปยังดาวอังคาร เปิดประตูสู่ยุคทองของการสำรวจอวกาศยุคใหม่อย่างแท้จริง
ข้อมูลอ้างอิง: NASA
- NASA Marches Toward Artemis III Mission in 2027, Names Crew Members