ข่าวอวกาศ

JAXA ญี่ปุ่นส่งจรวด H3 ทะยานขึ้นสู่วงโคจร พร้อมท้าชนตลาดขนส่งอวกาศ

แวดวงอวกาศของญี่ปุ่นกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) ประสบความสำเร็จในการปล่อยจรวดเอชทรี (H3 Rocket) รุ่นประหยัดต้นทุนแบบใหม่ล่าสุด ถือเป็นการกู้สถานการณ์ครั้งสำคัญของจรวดระดับเรือธง หลังจากเผชิญความล้มเหลวในภารกิจก่อนหน้านี้ และยังเป็นการประกาศความพร้อมในการแข่งขันบนเวทีอุตสาหกรรมอวกาศโลกที่กำลังดุเดือด

การส่งจรวดครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นที่ศูนย์อวกาศทาเนงาชิมะ (Tanegashima Space Center) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น โดยทางหน่วยงานยืนยันผ่านการถ่ายทอดสดว่า ท่อนจรวดท่อนที่สองสามารถเดินทางเข้าสู่เป้าหมายในวงโคจรได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมทั้งสามารถปล่อยดาวเทียมขนาดเล็กจำนวนหกดวงที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยและองค์กรพันธมิตรให้แยกตัวออกไปปฏิบัติภารกิจได้อย่างราบรื่น

ภารกิจนี้ยังถือเป็นการเปิดตัวจรวดเอชทรี (H3 Rocket) ในรูปแบบการปรับแต่งใหม่ที่เรียกว่าคอนฟิกเกอเรชัน 30 (30 Configuration) ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องยนต์เชื้อเพลิงเหลวแบบแอลอี-ไนน์ (LE-9) จำนวน 3 เครื่องโดยไม่พึ่งพาจรวดขับดันเสริมด้านข้าง (Rocket Boosters) การออกแบบลักษณะนี้มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้น โดยเป็นหนึ่งในสามรูปแบบที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าในตลาดโลก

ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่จรวดรุ่นใหม่ต้องเผชิญกับความล้มเหลวมาแล้วถึงสองครั้ง ซึ่งจรวดรุ่นนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนจรวดเอชทูเอ (H-2A) ที่เคยมีสถิติความสำเร็จเกือบสมบูรณ์แบบ ทางการญี่ปุ่นตั้งเป้าให้จรวดเอชทรี (H3 Rocket) มีความคุ้มค่าและสามารถสู้รบในตลาดอวกาศระดับโลกที่ปัจจุบันครองตลาดโดยบริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของอีลอน มัสก์ อีกทั้งยังมองว่าขีดความสามารถในการขนส่งทางอวกาศเชิงพาณิชย์ที่มั่นคง คือกุญแจสำคัญสำหรับโครงการอวกาศและความมั่นคงของชาติ

ย้อนกลับไปในการปล่อยจรวด H3 ครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 จรวดเกิดปัญหาเครื่องยนต์ในท่อนที่สองไม่จุดระเบิด ต่อมาในภารกิจช่วงปลายปี จรวดที่บรรทุกดาวเทียมนำทางก็ประสบความล้มเหลวในการนำส่งสัมภาระเข้าสู่วงโคจรที่วางแผนไว้เนื่องจากเครื่องยนต์ท่อนที่สองขัดข้อง จรวดรุ่นนี้จึงถูกระงับการบินนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นอกจากนี้โครงการพัฒนาจรวดเอปซิลอน เอส (Epsilon S) ซึ่งเป็นจรวดขนาดเล็กก็ต้องล่าช้าออกไปเช่นกันหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ระหว่างการทดสอบในปี พ.ศ. 2567

หากภารกิจในครั้งนี้ล้มเหลวซ้ำเป็นครั้งที่สาม ย่อมส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออนาคตโครงการอวกาศของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภารกิจสำรวจดาวอังคารที่วางแผนไว้ในปี พ.ศ. 2571 การกลับมาผงาดได้อีกครั้งจึงเป็นการปูทางที่สดใส ซึ่งทางองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) และบริษัทมิตซูบิชิ เฮฟวี อินดัสทรีส์ (Mitsubishi Heavy Industries) ผู้ร่วมพัฒนาจรวดลำนี้ ตั้งเป้าหมายสูงสุดไว้ว่าจะต้องทำการปล่อยจรวด H3 ให้ได้ 6-8 ครั้งต่อปีในอนาคตอันใกล้


ข้อมูลอ้างอิง: AP News

  • Japan’s struggling flagship H3 rocket returns to flight with the debut of a low-cost variant