ข่าวอวกาศ

ก้าวสำคัญสู่ดวงจันทร์! SpaceX พร้อมทดสอบ Starship V3 ครั้งแรก พร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่โลกต้องจับตา

SpaceX (สเปซเอ็กซ์) ประกาศความพร้อมในการปล่อยตัว Starship V3 (สตาร์ชิป เวอร์ชัน 3) ซึ่งเป็นจรวดรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและทรงพลังที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างขึ้น โดยมีกำหนดการเดินทางสู่ห้วงอวกาศอย่างเร็วที่สุดในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 นี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะตัดสินอนาคตของการส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง

การทดสอบเที่ยวบินครั้งที่ 12 ของโครงการ Starship (สตาร์ชิป) นี้ จะเริ่มต้นขึ้น ณ ฐานปล่อยจรวด Starbase (สตาร์เบส) ทางตอนใต้ของรัฐเท็กซัส โดยมีกำหนดการปล่อยตัวในเวลา 18.30 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (EDT) แม้ว่าที่ผ่านมาทางบริษัทจะเผชิญกับอุปสรรคจากการระเบิดในเที่ยวบินทดสอบช่วงแรกๆ แต่ความสำเร็จในเที่ยวบินที่ 10 เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 และเที่ยวบินที่ 11 ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันที่ราบรื่นไร้ข้อผิดพลาด ก็ทำให้การทดสอบ Starship V3 ในครั้งนี้ได้รับความคาดหวังอย่างสูงว่าจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่โดยไม่มีเหตุการณ์ระเบิดรุนแรงซ้ำรอยเดิม

Starship V3 ประกอบด้วยตัวยานอวกาศและจรวดเร่งความเร็ว Super Heavy (ซูเปอร์เฮฟวี) ที่มีความสูงรวมกันถึง 124 เมตร ซึ่งสูงกว่าความยาวของสนามฟุตบอล และสูงกว่าจรวด Space Launch System (SLS) ของนาซาที่ใช้ในภารกิจ Artemis II (อาร์ทิมิส 2) ถึง 26 เมตร โดยการกลับมาครั้งนี้มาพร้อมกับการอัปเกรดเครื่องยนต์ Raptor 3 (แรพเตอร์ 3) รุ่นใหม่ที่ให้แรงขับมหาศาลกว่าเดิม รวมถึงการปรับปรุงฐานปล่อยจรวดใหม่ทั้งหมดเพื่อรองรับความทรงพลังที่เพิ่มขึ้น

สำหรับแผนการบินในครั้งนี้จะใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเศษ โดยยานจะเดินทางในวิถีโค้งต่ำกว่าวงโคจร (Suborbital trajectory) ซึ่งตัวจรวด Super Heavy (ซูเปอร์เฮฟวี) จะแยกตัวออกมาเพื่อร่อนลงจอดในอ่าวเม็กซิโก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากนี่เป็นการทดสอบครั้งแรกของยานที่ถูกออกแบบใหม่เกือบทั้งหมด ทาง SpaceX จึงยังไม่พยายามใช้หอคอยตะเกียบในการคีบจับตัวจรวดกลางอากาศเหมือนที่เคยตั้งเป้าไว้ แต่จะเน้นไปที่การทดสอบระบบภายในและการปล่อยดาวเทียมจำลอง Starlink (สตาร์ลิงก์) จำนวน 22 ดวงเพื่อทดสอบกลไกการปล่อยในอวกาศ

ไฮไลต์ที่น่าสนใจอีกประการคือการทดสอบแผ่นกันความร้อน (Heat shield) โดยทางทีมวิศวกรได้ตั้งใจถอดแผ่นกันความร้อนออก 1 แผ่น เพื่อศึกษาว่าในกรณีที่เกิดความเสียหายระหว่างการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ยานจะสามารถทนทานต่อแรงเสียดทานและอุณหภูมิที่สูงจัดได้ดีเพียงใด นอกจากนี้ยังมีการทดสอบการจุดระเบิดเครื่องยนต์ Raptor (แรพเตอร์) อีกครั้งในอวกาศ ก่อนที่ตัวยานจะทำการลงจอดแบบควบคุมในมหาสมุทรเพื่อปิดฉากภารกิจ

ความสำเร็จของ Starship V3 ไม่ได้เป็นเพียงความภูมิใจของบริษัทเอกชนเท่านั้น แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ Artemis โดย NASA ได้เลือกใช้ยานรุ่นนี้เป็นหนึ่งในยานลงจอดสำหรับภารกิจส่งมนุษย์ไปลงบนพื้นผิวดวงจันทร์ในภารกิจ Artemis IV (อาร์ทิมิส 4) ซึ่งมีกำหนดการในปี พ.ศ. 2571 แม้ว่าในปัจจุบันโครงการดังกล่าวจะยังคงเผชิญกับปัญหาด้านงบประมาณและความล่าช้าในการพัฒนาชุดอวกาศ แต่การพัฒนาเทคโนโลยีที่รวดเร็วของ SpaceX ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าความฝันที่จะเห็นมนุษย์ตั้งรกรากบนดวงจันทร์และดาวอังคารนั้นขยับเข้าใกล้ความเป็นจริงไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว


ข้อมูลอ้างอิง: Live Science

  • SpaceX prepares to launch next-generation Starship, the tallest and most powerful rocket ever built