ข่าวอวกาศ

ชุดการทดลอง TIGERS-X นวัตกรรมการแพทย์สัญชาติไทย เชื่อมต่อสถานีอวกาศนานาชาติสำเร็จ

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการอวกาศไทย เมื่อห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ขนาดจิ๋วฝีมือคนไทยได้เดินทางไปถึงบ้านหลังใหญ่ในวงโคจรโลก เพื่อเริ่มต้นการทดลองที่จะช่วยเปิดประตูสู่การแพทย์แห่งอนาคต

ยานขนส่งอวกาศดรากอน (Dragon) ในภารกิจ CRS-34 ได้ประสบความสำเร็จในการเดินทางเข้าสู่วงโคจรและเข้าเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station – ISS) ที่ระดับความสูง 400 กิโลเมตรเหนือพื้นโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยตัวยานได้ทำการเข้าจอดอย่างนุ่มนวลที่ช่องเชื่อมต่อด้านหน้าของโมดูลฮาร์มอนี (Harmony Module) เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 18.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย (หรือตรงกับเวลา 11.00 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช)


ภาพวาดสถานะการเชื่อมต่อยานอวกาศ ณ ขณะนี้ของสถานีอวกาศนานาชาติ โดยยานดราก้อนภารกิจ CRS-34 เป็นยานลำล่าสุดที่เชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติ เครดิต: NASA

การเดินทางในห้วงอวกาศครั้งนี้ใช้เวลารวมทั้งสิ้นประมาณ 36 ชั่วโมง นับตั้งแต่จรวดฟัลคอน 9 (Falcon 9) ของบริษัท สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ได้นำพายานขนส่งอวกาศทะยานขึ้นจากฐานปล่อยยาน Space Launch Complex 40 (SLC-40) สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 05.05 น. ตามเวลาในประเทศไทย โดยหนึ่งในสัมภาระชิ้นสำคัญในเที่ยวบินนี้ คือ โครงการ TIGERS-X (Thailand Innovative G-force Varied Emulsification Research for Space Exploration) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการทางการแพทย์แบบควบคุมระยะไกลในวงโคจรชิ้นแรก ๆ ของประเทศไทย

ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการเชื่อมต่อยาน นักบินอวกาศบนสถานีจะเริ่มปฏิบัติการขนย้ายชุดการทดลอง TIGERS-X เพื่อนำไปติดตั้งบนแพลตฟอร์ม ICE Cubes Facility (ICF) ซึ่งเป็นระบบทดลองวิทยาศาสตร์แบบเสียบปลั๊กพร้อมใช้งาน (Plug-and-Play) ภายใน โมดูลโคลัมบัส (Columbus Module) ขององค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency – ESA) เพื่อเตรียมเปิดระบบและเริ่มเดินหน้าการทดลองตามแผนงาน

สำหรับภารกิจของ TIGERS-X มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อศึกษาพฤติกรรมของของไหลและการผสมอิมัลชันภายใต้สภาวะไร้น้ำหนัก โดยอาศัยกระบวนการผสมสารแบบสถิต (Static Mixing) บนห้องปฏิบัติการขนาดเล็กเท่าชิป หรือที่เรียกว่า แล็บออนอะชิป (Lab-on-a-Chip) ความล้ำสมัยของโครงการนี้คือ คณะนักวิจัยสามารถควบคุมและติดตามผลการทดลองได้โดยตรงจากสถานีภาคพื้นดินในกรุงเทพฯ โดยไม่ต้องพึ่งพาให้ตัวนักบินอวกาศต้องสแตนด์บายควบคุมตลอดเวลา

องค์ความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ของไหลที่ได้จากโครงการ TIGERS-X จะกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการนำไปต่อยอดเพื่อประยุกต์ใช้กับระบบสาธารณสุขและการแพทย์ อุตสาหกรรมยาบนโลก รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีสนับสนุนการดำรงชีวิตเพื่อรองรับภารกิจการสำรวจอวกาศระยะยาวในอนาคต

ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือโดยคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) องค์การอวกาศยุโรป (ESA) และบริษัทสเปซแพลิเคชันเซอร์วิส โดยโครงการวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ของไทย ซึ่งนับเป็นข้อพิสูจน์ว่าศักยภาพของนักวิจัยไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวสู่เวทีอวกาศระดับสากล


  • ข้อมูลอ้างอิง: Integration of Space and Human Advancement (ISHA)