เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ทีมนักวิจัยประจำสถานีวิจัยคอนคอร์เดียในทวีปแอนตาร์กติกา กลายเป็นมนุษย์เพียงกลุ่มเดียวบนโลกที่ได้เห็นและบันทึกภาพปรากฏการณ์สุริยุปราคาวงแหวน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “วงแหวนแห่งไฟ” เอาไว้ได้ ท่ามกลางสภาพอากาศอันหนาวเหน็บ โดยหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ต้องใช้ไหวพริบประดิษฐ์แผ่นกรองแสงอาทิตย์แบบฉุกเฉินเพื่อเก็บภาพประวัติศาสตร์นี้มาให้คนทั้งโลกได้ชื่นชม
ปรากฏการณ์สุริยุปราคาวงแหวนเกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ในตำแหน่งที่ดวงจันทร์อยู่ห่างจากโลกมากเป็นพิเศษ ทำให้ดวงจันทร์มีขนาดปรากฏบนท้องฟ้าเล็กกว่าดวงอาทิตย์และไม่สามารถบดบังแสงสว่างได้มิด จึงหลงเหลือแสงบริเวณขอบปรากฏเป็นวงแหวนสว่างจ้า ซึ่งแตกต่างจากสุริยุปราคาเต็มดวง ปรากฏการณ์นี้ยังคงต้องการอุปกรณ์ป้องกันดวงตาเพื่อความปลอดภัยในการสังเกตการณ์
แนวคราสของปรากฏการณ์ในครั้งนี้พาดผ่านทวีปแอนตาร์กติกา โดยมีสถานที่ที่มีมนุษย์อาศัยอยู่เพียงสองแห่งเท่านั้นที่อยู่ในเส้นทาง ได้แก่ สถานีวิจัยคอนคอร์เดียซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศฝรั่งเศสและอิตาลี และสถานีเมียร์นีของประเทศรัสเซีย ทว่าเมฆที่ปกคลุมหนาทึบเหนือสถานีเมียร์นีได้บดบังทัศนวิสัย ทำให้ทีมวิจัยกลุ่มเล็ก ๆ เพียง 12 คนที่สถานีคอนคอร์เดียกลายเป็นผู้สังเกตการณ์เพียงกลุ่มเดียวบนโลกที่ได้สัมผัสปรากฏการณ์นี้อย่างสมบูรณ์
สถานีวิจัยคอนคอร์เดียตั้งอยู่ลึกเข้าไปในทวีปแอนตาร์กติกา ห่างจากชายฝั่งกว่า 1,200 กิโลเมตร บนระดับความสูงกว่า 3,200 เมตร มีอุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูหนาวต่ำถึงลบ 50 องศาเซลเซียส และต้องเผชิญกับความมืดมิดยาวนานถึง 4 เดือนต่อปีโดยไม่มีแสงอาทิตย์ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายนี้ อันเดรีย ตราแวร์โซ นักวิทยาศาสตร์ผู้ดูแลการทดลองด้านแม่เหล็กโลกและอุตุนิยมวิทยา ได้สร้างผลงานภาพถ่ายอันน่าทึ่ง
ตราแวร์โซเล่าว่าเขาไม่ทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับการเกิดสุริยุปราคาในครั้งนี้ และไม่ได้เตรียมแผ่นกรองแสงอาทิตย์สำหรับกล้องถ่ายภาพเอาไว้ แต่เขาได้ใช้ไหวพริบนำแผ่นฟิล์มไมลาร์ที่เคยใช้สำหรับการสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ในอดีต มาประกอบกับกระดาษแข็งและกาวเพื่อสร้างแผ่นกรองแสงแบบทำเอง จากนั้นเขาได้เปิดหน้าต่างสถานีเพื่อหลีกเลี่ยงแสงสะท้อนจากกระจก และกดชัตเตอร์บันทึกภาพวงแหวนแห่งไฟได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ภาพถ่ายของตราแวร์โซได้รับการเผยแพร่โดยองค์การอวกาศยุโรปและกลายเป็นภาพถ่ายสุริยุปราคาวงแหวนจากเหตุการณ์นี้เพียงภาพเดียวบนโลกที่ถูกบันทึกไว้ได้ ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความงดงามของปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่หาชมได้ยาก แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานในดินแดนที่ท้าทายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ข้อมูลอ้างอิง: Space.com
- Only 12 people on Earth saw this ‘ring-of-fire’ eclipse